
ทำอย่างไรให้คนยอมรับรัฐธรรมนูญ?
ทำอย่างไรให้คนยอมรับรัฐธรรมนูญ? : ขยายปมร้อน โดยอรรถยุทธ บุตรศรีภูมิ
สัปดาห์นี้เป็นสัปดาห์ที่สภาปฏิรูปแห่งชาติ จะพิจารณา "ร่างรัฐธรรมนูญ" ที่กรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญเพิ่งทำเสร็จ เพื่อให้ความเห็นพร้อมทั้งเสนอแก้ไข ก่อนที่คณะกรรมาธิการยกร่างฯ จะนำกลับไปพิจารณาว่าจะแก้ไขหรือไม่
แต่สิ่งหนึ่งที่ต้องยอมรับคือกระแสตอบรับกับรัฐธรรมนูญครั้งนี้ไม่ดีนัก ยิ่งเมื่อเทียบกับปี 2550 แล้วดูเหมือนเสียงต่อต้านจะหนักกว่าครั้งนั้นด้วยซ้ำไป และเสียงที่ว่าก็ทวีดังขึ้นเรื่อยๆ
เริ่มจากคนที่มีอำนาจในการให้ผ่านหรือไม่ให้ผ่าน ซึ่งก็คือ สปช.ต่างจองกฐินรออภิปรายเรื่องโครงสร้างอำนาจทางการเมืองถึง 3 วันด้วยกัน จากทั้งหมด 7 วัน และจากการอภิปราย โดยเฉพาะกรรมาธิการปฏิรูปการเมือง ดูเหมือนประเด็นที่ติดใจหลักก็ประกอบด้วย
1.ระบบการเลือกตั้ง ที่ “สมบัติ ธำรงธัญวงศ์” นิยามง่ายๆ ว่า “ถอยหลังเข้าคลอง” เพราะแม้กรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญจะบอกว่าเป็นระบบใหม่ เป็นระบบที่่พัฒนามาจากระบบเยอรมัน แต่จนถึงขณะนี้ กลิ่นเนย กลิ่นเบียร์ แทบจะหมดไปแล้ว เพราะมีรายละเอียดหลายอย่างที่เพิ่มขึ้นมา โดยความต้องการที่นำเสนอคือ "จัดการกับระบบเสียงข้างมากแบบเบ็ดเสร็จเด็ดขาดในสภา" ทั้งหมดทั้งมวลก็เพื่อแก้ปัญหาเสียงข้างมากแบบเบ็ดเสร็จเด็ดขาดในสภา
อย่างไรก็ตาม เมื่อดูทั้งหมดแล้วก็เข้าใจได้ว่า กรรมาธิการยกร่างฯ ต้องการกำจัดระบบที่มีพรรคการเมืองระบบพรรคใหญ่สองขั้วออกไปและสร้างระบบที่ก่อให้เกิดรัฐบาลผสมขึ้นมา โดยหวังให้พรรคร่วมรัฐบาลช่วยคานพรรคใหญ่
แต่สิ่งที่พวกเขาอาจจะลืมไปว่าระบบ “รัฐบาลผสม” ที่เราเคยประสบปัญหาคือ “การต่อรอง” ซึ่งกรรมาธิการก็เคยยอมรับตรงๆว่า นาทีนี้ต้องการเรื่องความปรองดองและรัฐบาลผสมเพื่อคานพรรคใหญ่มากกว่า...นี่จึงไม่ต่างจากการแก้ปัญาด้วยปัญหาที่เคยประสบมาแล้ว
2.ระบบที่มา ส.ว.ซึ่งกำหนดให้มีทั้งมาจากการสรรหาและระบบ “ลูกผสม” ที่ให้กรรมการคัดกรองผู้สมัครก่อนที่จะเสนอให้ประชาชนเลือกตั้ง ซึ่งเมื่ออำนาจของ ส.ว.ตามรัฐธรรมนูญฉบับนี้มีไม่น้อย จึงถูกตั้งคำถามถึงความเชื่อมโยงกับประชาชน
3.ที่มานายกฯ ซึ่งกำหนดให้มาจากผู้ที่ไม่ได้เป็น ส.ส. ก็ถูกตั้งคำถามโดยเฉพาะอย่างยิ่งความไม่เชื่อมั่นว่า “นายกฯ คนนอก” จะมาในภาวะวิกฤติเท่านั้น เพราะการเขียนบัญญัติไว้ก็เป็นการยอมรับหลักการการมีนายกฯ คนนอกอยู่แล้ว ซ้ำใน มาตรา 173 ยังเปิดทางว่าหากหาคะแนนได้ไม่เท่าที่กำหนดก็ให้ประธานสภาผู้แทนฯ ทูลเกล้าฯ ถวายชื่อผู้ได้คะแนนสูงสุด ซึ่งก็ไม่ปิดโอกาสผู้ที่ไม่ได้เป็น ส.ส. จึงเป็นไปได้ว่าเราจะเห็นนายกฯ คนนอกตั้งแต่สมัยแรก ที่ยังไม่ถือเป็นวิกฤติด้วยซ้ำไป
แต่เรื่องเหล่านี้กรรมาธิการยกร่างฯ ได้บอกแต่แรกแล้วว่าเป็นเรื่องหลักการและจะไม่ยอมแก้ไข
ขณะที่ “พรรคการเมือง” เองก็ออกมาตั้งคำถามถึงร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ในมุมที่ไม่ต่างกัน โดยประเด็นหลักก็ยังเป็นเรื่องการทำให้พรรคการเมืองไม่มีเสถียรภาพ และยังทำให้พรรคการเมืองมีบทบาทน้อยลงไป และให้ความสำคัญกับกลุ่มการเมืองมากขึ้น
ส่วนเรื่องระบบเลือกต้ั้ง บรรดาพรรคการเมืองก็ไม่เห็นด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเด็น “โอเพ่นลิสต์” ที่ให้ประชาชนกำหนดลำดับผู้สมัครบัญชีรายชื่อได้เอง แทนที่จะมาจากพรรคอย่างเดียว
ทั้งนี้ หลายข้อถูกเสนอออกมา แต่ก็ดูเหมือนจะถูกมองอย่างดูแคลนจากกรรมาธิการยกร่างฯ ว่าที่ไม่เห็นด้วยเพราะเสียประโยชน์
“บวรศักดิ์ อุวรรณโณ” ประธานกรรมาธิการยกร่างฯ ถึงกับออกปากในที่ประชุม สปช. ว่า “รัฐธรรมนูญเขียนขึ้นเพื่อคน 65 ล้านคน ไม่ใช่นักการเมืองเพียง 5,000 คน”
ได้ฟังอย่างนี้นักการเมือง และพรรคการเมือง คงสะอึกที่ถูกกันออกไปจากวงวางกฎหมายแม่บทของประเทศ ทั้งที่เป็นคนที่ต้องใช้รัฐธรรมนูญด้วยเช่นกัน
อย่างไรก็ตาม ล่าสุดแม้แต่ “ศาลยุติธรรม” ก็ไม่เห็นต่างในหลากประเด็น อาทิ การเพิ่มสัดส่วนผู้ทรงคุณวุฒิใน “กรรมการตุลาการ”,การให้ผู้เชี่ยวชาญด้านนิติศาสตร์เข้ามาร่วมเป็นกรรมการวินิจฉัยอำนาจระหว่างศาล เนื่องจากจะเป็นการทำให้คนนอกเข้ามารับทราบและล่วงรู้เกี่ยวกับสำนวนคดี, การควรกำหนดให้อุทธรณ์คดีของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองต่อที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา โดยยื่นอุทธรณ์ได้ทั้งข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายโดยไม่ต้องถึงขนาดมีหลักฐานใหม่
ต้องดูว่าท่าทีของกรรมาธิการยกร่างฯ จากนี้จะเป็นอย่างไร จะจัดการความเห็นต่างที่มากขึ้นเรื่อยๆ ได้หรือไม่ และที่สำคัญจะทำให้รัฐธรรมนูญนี้เป็นรัฐธรรมนูญยอมรับของสังคมส่วนใหญ่ได้หรือไม่?



