คอลัมนิสต์

ให้ชุมชนดูแลป่า

ให้ชุมชนดูแลป่า

21 เม.ย. 2558

ให้ชุมชนดูแลป่า : บทบรรณาธิการประจำวันอังคารที่ 21 เมษายน 2558

            ในห้วงเวลาที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ดำเนินการตามนโยบายมอบหนังสืออนุญาตให้ประชาชนเข้าทำประโยชน์หรืออยู่อาศัยในเขตป่าสงนแห่งชาตินั้น เป็นช่วงที่คาบเกี่ยวกับการเข้าดำเนินการกับผู้บุกรุกพื้นที่ป่า ทั้งในรูปแบบของสนามแข่งรถ รีสอร์ท ไปจนถึงบ้านพักตากอากาศของผู้มีชื่อเสียงในสังคม จึงนับเป็นโอกาสอันดียิ่งที่ผู้ที่เกี่ยวข้องในเรื่องเกี่ยวกับที่ดินทำกินและการรักษาผืนป่าของชาติจะได้พิจารณาใคร่ครวญถึงมาตรการรักษาป่า โดยอาศัยชุมชนคนอยู่กับป่าเป็นต้นแบบ และดำเนินการในผืนป่าอื่นๆ ออกไปอีก ตามนิยามของป่าชุมชน ที่จะจัดการโดยกระบวนการมีส่วนร่วมจากประชาชน และองค์กรชุมชน ทั้งทางตรงและทางอ้อม ตามความเชื่อและวัฒนธรรมท้องถิ่นเพื่อประโยชน์ที่สอดคล้องกับความต้องการของชุมชนอย่างต่อเนื่องและยั่งยืน เพื่อให้ประชาชนได้เข้าไปใช้สอยตามวิถีชีวิต ทั้งการทำมาหากิน ประเพณีความเชื่อ อำนาจและกฎระเบียบในชุมชน ฯลฯ

            สำหรับกิจกรรมของนายกรัฐมนตรี ที่ดำเนินไปตามนโยบายโครงการจัดที่ดินทำกินนั้น เมื่อวันที่ 5 เมษายน ที่ผ่านมา นายกรัฐมนตรีได้มอบหนังสือแสดงโครงการป่าชุมชน และหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์เขตป่าสงวนแห่งชาติเพื่อปลูกสร้างสวนป่า รวมขนาดพื้นที่ 7,282 ไร่ ให้แก่นายสุริยะ ประสาทบัณฑิตย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ และตัวแทนชุมชน ต.แม่ทา ที่ชุมชนแม่ทา อ.แม่ออน จ.เชียงใหม่ ซึ่งเป็นหนึ่งในพื้นที่ดำเนินการโครงการจัดที่ดินทำกินให้ชุมชน ในพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติที่เสื่อมสภาพ ทั้งนี้ เป็นตามหลักการสำคัญคือ เพื่อให้คนกับป่าอยู่ร่วมกันได้อย่างเป็นระบบ เน้นด้านการอนุรักษ์ควบคู่กับการพัฒนาที่ยั่งยืน โดยร่วมกันดูแลรักษาทรัพยากรป่าไม้ที่เหลืออยู่ ฟื้นฟูป่าไม้ที่เสื่อมสภาพให้มีความสมบูรณ์กลับคืนมา เพื่อนำไปใช้ประโยชน์ด้านการอนุรักษ์ควบคู่กับการพัฒนาอย่างยั่งยืน

            อย่างไรก็ตาม แม้โครงการจัดที่ทำกินให้ชุมชนเป็นการดำเนินงานภายใต้นโยบายของรัฐบาลที่ได้แถลงไว้ต่อสภานิติบัญญัติแห่งชาติ โดยมีเป้าหมายในจัดหาที่ดินกว่า 1 แสนไร่ เพื่อแจกจ่ายให้ชุมชน อาจมีความแตกต่างกับการบริหารจัดการแบบป่าชุมชนอยู่บ้าง หากแต่ถ้าพิจารณาหลักปรัชญาว่าด้วยการดูแลรักษาป่าโดยชาวบ้าน หรือที่พูดกันติดปากว่า "คนกับป่า" ก็จะมองเห็นแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์ในอันที่จะรักษาทรัพยากรป่าไม้ที่ยังเหลืออยู่ 102 ล้านไร่ เอาไว้ได้เป็นอย่างดี ขณะที่ประชาชนเองก็มีที่ดินทำกิน ในสภาพเศรษฐกิจพอเพียงเลี้ยงปากเลี้ยงท้องได้ด้วยผลิตผลจากป่า ซึ่งการดำเนินการอย่างจริงจังเช่นนี้ ย่อมจะไม่ใช่เรื่องในเชิงอุดมคติหรือเพ้อฝันมองโลกสวยอีกต่อไป

            การเข้าจับกุมและดำเนินคดีกับผู้กระทำผิดบุกรุกพื้นที่ป่าในพื้นที่ต่างๆ ดังที่นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างๆ ที่เกี่ยวข้องจะทำงานอย่างรวดเร็วโดยอาศัยคำสั่งตามมาตรา 44 แห่งรัฐธรรมนูญ 2557 ปรากฏข้อเท็จจริงในเวลาต่อมาก็คือ เกิดความบกพร่องในระดับเจ้าหน้าที่ของหลายหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับป่าและที่ดินทำกิน อีกทั้งในกรณีประชาชนบุกรุกป่าก็ไม่ใช่เพียงแค่มีปัญหาขาดแคลนที่ดินทำกินเท่านั้น หากแต่เป็นการบุกรุกเพื่อขายสิทธิต่อ ทั้งสองกรณีนี้ ถ้าหากรัฐบาลจะเดินหน้าจัดการเรื่องที่ดินทำกินต่อเนื่อง ก็มีความจำเป็นยิ่งที่จะต้องใช้แนวทางป่าชุมชนเข้ามาจัดการเพื่อการปกป้องป่าไม้เอาไว้ เพราะบทเรียนที่ผ่านมาพิสูจน์แจ่มชัดอยู่แล้วว่า เจ้าหน้าที่ทุกหน่วยไม่อาจรักษาป่าไม้เอาไว้ได้ ซ้ำร้ายยังสุ่มเสี่ยงที่จะเป็นเครื่องมือของนายทุนอีกด้วย