คอลัมนิสต์

หยุดวิถีแห่งความตาย

หยุดวิถีแห่งความตาย

17 เม.ย. 2558

หยุดวิถีแห่งความตาย : บทบรรณาธิการ 17 เม.ย. 58

 
                          ดูเหมือนคำว่า "เทศกาลนับศพ" ดังที่เคยเรียกขานกันทางสื่อบางสำนัก จะเป็นคำสามัญที่คนไทยทั่วไปเริ่มจะรู้สึกอิดหนาชาชิน เพราะไม่ว่าจะรณรงค์ลดอุบัติเหตุช่วงเทศกาลวันหยุดยาวอย่างปีใหม่และสงกรานต์กันอย่างไร ผลก็ออกมาไม่แตกต่าง คือ มีผู้บาดเจ็บล้มตายและความสูญเสียมากมายในระดับ "ทรงกับทรุด" อย่างเช่น การเก็บสถิติ 7 วันอันตรายครั้งล่าสุด ระหว่างวันที่ 9-15 เมษายน ที่ผ่านมา โดยศูนย์อำนวยการป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนนช่วงเทศกาลสงกรานต์ พ.ศ.2558 พบว่า เกิดอุบัติเหตุรวม 3,373 ครั้ง มีผู้เสียชีวิต 364 คน บาดเจ็บรวม 3,559 คน เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อนในทุกมิติ กล่าวคือ สงกรานต์ 2557 เกิดอุบัติเหตุรวม 2,992 ครั้ง ผู้เสียชีวิต 322 คน และมีผู้บาดเจ็บ 3,225 คน 
 
                          นายสุธี มากบุญ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย บอกว่า จะนำความสำเร็จของจังหวัดที่ไม่มีผู้เสียชีวิตมาเป็นต้นแบบในการวางแนวทางและกำหนดทิศทางการสร้างความปลอดภัยทางถนน ที่มุ่งเน้นการเพิ่มประสิทธิภาพ ในการบริหารจัดการควบคู่กับการลดปัจจัยเสี่ยงอุบัติเหตุทางถนนที่ครอบคลุมทั้งผู้ใช้รถใช้ถนน สภาพรถ และเส้นทาง รวมถึงนำปัญหาอุปสรรค จากการดำเนินงานมาปรับปรุงและพัฒนาแนวทางการป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนนทั้งในช่วงปกติและเทศกาลสำคัญต่อไป ขณะที่ นายไมตรี อินทุสุต รองปลัดกระทรวงมหาดไทย เห็นว่า มีข้อสังเกตที่เป็นปัจจัยสำคัญต่อประสิทธิภาพในการบริหารจัดการอุบัติเหตุทางถนน ทั้งมิติด้านวัฒนธรรม การท่องเที่ยว และความปลอดภัย ซึ่งศูนย์อำนวยการความปลอดภัยทางถนน (ศปถ.) จะนำแนวคิดทั้ง 3 มิติหลักไปประกอบการพิจารณากำหนดแนวทางและมาตรการ เชิงนโยบายในการดำเนินงานป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนนทั้งในช่วงปกติและเทศกาลสำคัญ พร้อมประสานให้จังหวัด อำเภอ และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ขับเคลื่อนกลไกการบริหารจัดการในมิติเชิงพื้นที่ที่ครอบคลุมและมีประสิทธิภาพ เพื่อส่งเสริมการเดินทางและการท่องเที่ยวอย่างปลอดภัยตามวิถีไทย
 
                          ที่ผ่านมานั้น เหตุปัจจัยของอุบัติเหตุช่วงเทศกาลมักจะผ่านการวิเคราะห์ผ่านทฤษฎีหรือสมมุติฐานที่เป็นเรื่อง "ปลายน้ำ" เสียมากกว่า เช่น เมาสุรา ง่วงนอน ขับรถเร็ว ไม่สวมหมวกนิรภัย หรือปัญหาทางกายภาพของถนนหนทางต่างๆ หากแต่มิติทางด้านวัฒนธรรมและการท่องเที่ยวดังเช่นที่รองปลัดกระทรวงมหาดไทยยกขึ้นมานั้น อาจจะยังไม่มีใครเอาใจใส่เท่าที่ควร เพราะในสภาพความเป็นจริงของการเปลี่ยนแปลงทางสังคมจากประเทศเกษตรกรรมสู่อุตสาหกรรมการส่งออกที่ต้องพึ่งแรงงานจากชนบท การเคลื่อนย้ายถ่ายเทคนในช่วงเทศกาลจึงเป็นเรื่องปกติที่ไม่อาจหลีกเลี่ยง หากแต่ปัจจัยเสี่ยงที่เพิ่มเข้ามาก็คือ วิถีการเล่นต่างๆ หรือการเฉลิมฉลองในช่วงเทศกาล นอกจากจะมีเครื่องดองของเมาเป็นส่วนหนึ่งแล้ว รถยนต์และรถจักรยานยนต์ซึ่งเป็นเครื่องจักรที่ต้องอาศัยสติและองค์ความรู้พอสมควรในการบังคับควบคุม ยังเป็นเครื่องมือสำคัญของเทศกาลไปในเวลาเดียวกัน 
 
                          การเดินทางไปกลับทั้งการเยี่ยมเยือนภูมิลำเนาและการท่องเที่ยวในช่วงเทศกาลที่จัดเฉลิมฉลองกันในเวลาสั้นๆ อย่างเร่งรีบ จึงควรจะได้รับการบูรณาการแก้ไขจากทุกหน่วยงานไปพร้อมกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการศึกษาในเชิงลึกเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงทางวัฒนธรรมอันเป็นผลมาจากวิถีการผลิตที่เปลี่ยนไปสู่ระบบทุกนิยม ซึ่งน่าจะมีความจริงหลายอย่างเก็บซ่อนอยู่ภายใน อย่างเช่น การเล่นสาดน้ำกันอย่างสุ่มเสี่ยงและบ้าคลั่ง  การฉลองในหมู่ญาติมิตรอย่างไม่บันยะบันยังในช่วงระยะเวลาแสนสั้น เพื่อตอบโจทย์วิถีชีวิตที่มีแต่ความรีบร้อน ทั้งหลายเหล่านี้ต้องใช้เวลา สำหรับการให้ความรู้ รณรงค์ และการบังคับกฎหมายไปพร้อมกัน เพื่อให้เทศกาลนับศพค่อยๆรางเลือนไปจากการรับรู้ของสังคมไทยในที่สุด