คอลัมนิสต์

อย่าตั้งอยู่บนความประมาท

อย่าตั้งอยู่บนความประมาท

16 เม.ย. 2558

อย่าตั้งอยู่บนความประมาท : บทบรรณาธิการ 16 เม.ย. 58

 
                      กรณีนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวเตือนปัญหาเศรษฐกิจของประเทศที่มีปัญหาและมองไม่เห็นว่าจะทำให้เศรษฐกิจกระเตื้องขึ้นมาจากทางใด และยังบอกด้วยว่า จากการที่ไปพูดคุยกับคนทำธุรกิจต่างก็ยืนยันว่า ปัญหาหนักกว่าวิกฤติแฮมเบอร์เกอร์ เนื่องจากกำลังซื้อคนในประเทศหายไปและการบริหารของรัฐบาลในการวางนโยบายหลายอย่างไม่สอดคล้องกัน เช่น นโยบายพลังงาน หรือการส่งสัญญาณเรื่องภาษี ที่ทำให้ความเชื่อมั่นในการใช้จ่ายของประชาชนหายไป ดังนั้นควรทบทวนว่าที่ผ่านมาท่าทีของรัฐบาลมีส่วนทำให้เกิดปัญหาแค่ไหน และจะแก้ปัญหาอย่างไร พร้อมทั้งตั้งปมสังเกตด้วยว่า แนวคิดกระตุ้นเศรษฐกิจมักคิดในกรอบเดิม ซึ่งปัจจุบันอาจจะได้ผลน้อยมาก ดังนั้นต้องคิดในมุมอื่นด้วย
 
                      ยกตัวอย่างการใช้งบประมาณภาครัฐเข้าไปกระตุ้นด้วยการทำโครงการ แต่เงินงบประมาณของโครงการออกช้าและหมุนเวียนเพียงในกลุ่มไม่กี่กลุ่มหรือหมุนเวียนไม่กี่รอบเท่านั้น จึงมีข้อเสนอให้ใช้ความพยายามกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยควรทำโครงการที่เกิดความหมุนเวียนเร็วขึ้น เช่น การท่องเที่ยวทำให้คนในท้องถิ่นเข้ามามีส่วนร่วมและเกิดการจ้างงานในชุมชน เพื่อทำให้การกระจายรายได้เพิ่มขึ้น อีกทั้งสร้างกำลังซื้อกลับไปที่ประชาชนทันที นอกจากนี้จุดหนึ่งที่ต้องพิจารณาคือ กำลังซื้อที่หดหายไปยังเกิดจากปัญหาจำนำข้าว เพราะภาครัฐไม่สามารถหารายได้ทดแทนให้เกษตรกรได้ เมื่อพิจารณาโจทย์ใหญ่ด้านเศรษฐกิจที่รัฐบาลต้องเร่งจัดการ จึงต้องเป็นการกระตุ้นระยะสั้นที่เห็นผลเร็วมีเม็ดเงินเข้าไปหมุนในระบบอย่างทั่วถึง
 
                      สภาพปัจจุบัน หลายหน่วยงานภาครัฐและเอกชนได้สรุปภาพรวมเศรษฐกิจไว้ใกล้เคียงกัน คือ ตัวเลขการส่งออกจะยังขยายตัวได้ในอัตราที่ต่ำ และเมื่อมองไปข้างหน้า เศรษฐกิจไทยอาจขยายตัวได้ต่ำกว่าที่คาดการณ์ไว้ที่ 3.8 โดยปัจจัยเสี่ยงภายในประเทศ ได้แก่ ความล่าช้าของนโยบายภาครัฐ อุปสงค์ภาคเอกชนที่ต่ำกว่าคาดการณ์ ซึ่งปรากฏให้เห็นแล้วในภาคอสังหาริมทรัพย์ และความไม่แน่นอนทางการเมือง ในขณะที่ความเสี่ยงจากภายนอกประเทศ ได้แก่ ความผันผวนของตลาดการเงินโลก และการชะลอลงของเศรษฐกิจประเทศพัฒนาแล้ว และเศรษฐกิจประเทศตลาดเกิดใหม่ อย่างไรก็ดี ปัจจัยด้านบวกจะมาจากการบริโภคภายในประเทศและการส่งออกที่อาจได้รับผลดีมากกว่าที่คาดไว้จากราคาน้ำมันที่ลดลงมาก
 
                      แม้ผู้บริหารด้านเศรษฐกิจของรัฐบาลจะยืนยันว่า การขยายตัวของจีดีพีจะอยู่ที่ 4% เนื่องจากภาครัฐมั่นใจการเบิกจ่ายงบประมาณปี 2558 จะได้ตามเป้าหมาย โดยคาดว่าจะเบิกจ่ายงบประมาณการลงทุนได้ 80% และเบิกจ่ายงบประมาณรวมได้ 98% โดยไม่รู้สึกกังวลตัวเลขการคาดการณ์จีดีพีของหลายหน่วยงานที่มีการปรับประมาณการลดลงไม่ถึง 4% ซึ่งเป็นมุมของแต่ละหน่วยงาน แต่การเบิกจ่ายภาครัฐจะเป็นตัวกระตุ้นให้ได้ตามเป้าหมาย ส่วนตัวเลขการส่งออกคาดการณ์เหมือนหลายหน่วยงานคือ ขยายตัว 2-4% และพบว่าตัวเลขนำเข้าสินค้าทุนเริ่มปรับตัวดีขึ้นถือเป็นสัญญาณที่ดี แต่ขณะเดียวกันภาครัฐก็อย่าได้ประมาทเกินไป ควรต้องรอบคอบและวางแผนเตรียมการรับมือไว้ เผื่อว่าไม่เป็นไปตามที่คาดหวัง