
ตำรวจจ้องจับหวังเงินส่วนแบ่งค่าปรับจริงหรือ?
ตำรวจจ้องจับหวังเงินส่วนแบ่งค่าปรับจริงหรือ? : โลกตำรวจ โดยผศ.ดร.ปนัดดา ชำนาญสุข
มาตรการ 10 รสขมเป็นมาตรการของศูนย์อำนวยความปลอดภัยทางถนนที่ฝากความหวังไว้กับตำรวจในการ “บังคับ” ใช้กฎหมายในบริบทของห้วงเวลาแห่งการเฉลิมฉลองและความสนุกสนานรื่นเริง ทั้งๆ ที่มีหลักวิชาและทฤษฎีทางพฤติกรรมศาสตร์ระบุไว้อย่างชัดเจนว่า การบังคับไม่สามารถสร้างประสิทธิผลแห่งการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมได้อย่างถาวร หากบริบทสภาพสังคม วัฒนธรรมและสิ่งแวดล้อมที่ก่อให้เกิดพฤติกรรมเสี่ยงไม่เปลี่ยนแปลง ทำไมผู้นำประเทศ ผู้บริหาร และนักวิชาการต่างๆ จึงมองข้ามเหตุปัจจัยในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเสี่ยงที่สำคัญเช่นนี้? เราปล่อยปละละเลยให้พฤติกรรมเสี่ยงเกิดขึ้น และไปมุ่งเน้นต่อการควบคุม กดบังคับพฤติกรรมเสี่ยงที่เกิดขึ้นแล้ว นี่คือวิธีคิดและวิธีการทำงานที่น่าจะผิดพลาดมานานแล้วใช่หรือไม่?
หากอุบัติเหตุทางถนนยังเกิดขึ้นสูง จำนวนคนตายยังเกิดขึ้นสูง จำนวนคนเจ็บจากอุบัติเหตุไม่ลดลง ผู้ขับขี่ที่ดื่มสุรายังคงมีจำนวนมาก แสดงว่าตำรวจไม่บังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มแข็งหรือ? นี่คือบทสรุปที่ถูกต้อง เหมาะสมแล้วหรือ? การไล่ตามจับ ที่ไม่ได้แก้ไขที่สาเหตุนั้นควรดำรงอยู่ หรือควรคิดวิเคราะห์ และร่วมมือกันในการเปลี่ยนแปลงแก้ไข จะทำอย่างไรให้ประชาชนคนไทยเปลี่ยนแปลงวิธีคิดใหม่ในการใช้ชีวิตอย่างไม่ประมาท และมีคุณภาพชีวิตที่ดีซึ่งจะนำไปสู่การพัฒนาสังคมที่คุณภาพอย่างยั่งยืน? การสร้างการมีส่วนร่วมของประชาชนจึงมิได้จำกัดวงอยู่เพียงงานป้องกันปราบปรามอาชญากรรมอีกต่อไป แต่ตำรวจจราจรต้องทำงานบนพื้นฐานวิธีคิดของการมีส่วนร่วมด้วย โดยเริ่มต้นจากการเดินเข้าหาภาคีเครือข่ายผู้มีส่วนได้เสียต่างๆ ในพื้นที่ความรับผิดชอบของตนเองจะก่อให้เกิดประสิทธิภาพและประสิทธิผลในการทำงานซึ่งจะทำให้ตำรวจไม่ถูกประทับตราว่าเป็นฝ่ายตรงข้ามของประชาชนที่จ้องแต่จะวิ่งไล่จับเพื่อเอาเงินส่วนแบ่งค่าปรับแต่เพียงอย่างเดียว
พล.ต.ท.อำนวย นิ่มมะโน ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 1 จับมือกับ พล.ต.ต.ปรีชา เจริญสหายานนท์ รองผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 1 ใช้บทเรียนจากความสำเร็จในการสร้างการมีส่วนร่วมในการทำงานในห้วงเทศกาลปีใหม่มาพูดคุยกำหนดรูปแบบในการทำงานร่วมกันระหว่างตำรวจและภาคีเครือข่าย “ไม่ทำตอนนี้ แล้วจะทำตอนไหน” ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 1 ส่งข้อความผ่านทางไลน์กลุ่มสู่ลูกน้องจราจรในสังกัดให้ช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับความทุกข์จากภาวะน้ำท่วม ข้อความการเชิญชวน โน้มน้าวใจระคนแกมบังคับโดยเริ่มต้นจากให้ไปสร้างเพื่อนร่วมงานที่ไม่ใช่ตำรวจ ให้จัดทำสถิติข้อมูลสาเหตุการเกิดอุบัติเหตุที่สามารถนำมาใช้ในการวิเคราะห์กำหนดแนวทางแก้ไขในระดับพื้นที่อย่างมีประสิทธิภาพ ดังนั้น ข้อมูลด้านอุบัติเหตุของกองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 1 จึงเป็นข้อมูลที่มีประสิทธิภาพและเป็นประโยชน์ในการนำมาวางแผนการแก้ไขปัญหาอย่างตรงสาเหตุ ถูกที่ ถูกคน ถูกเวลา และ ถูกวิธี
“นายตรวจงานเข้ม บางทีผมยังงงว่าทำไมให้พวกผมสำรวจความสูงของสะพานที่ข้ามถนน จุดตัดรถไฟที่เสี่ยงไม่ปลอดภัย ถนนเป็นหลุมบ่อ และล่าสุดให้เร่งแก้ปัญหาน้ำท่วมบนผิวทาง” นายตำรวจระดับปฏิบัติการบอกเล่าถึงคำสั่งของนายตำรวจใหญ่ที่ชวนน่าสงสัยว่าภารกิจดังกล่าวเป็นภารกิจของตำรวจจราจรไทยด้วยหรือ?
“เขาต้องการให้ตำรวจรู้ปัญหาในพื้นที่ของตนเองที่ชัดเจน โดยไม่นิ่งดูดายไม่ละเลยติดกรอบคิดว่า นี่ไม่ใช่หน้าที่ของตำรวจเป็นหน้าที่ของหน่วยนั้นหน่วยนี้แล้วเกี่ยงกัน ผลักภาระความรับผิดชอบกันไปมาในที่สุดปัญหาก็ไม่ได้รับการแก้ไข” พล.ต.ต.ปรีชา เจริญสหายานนท์ อธิบายเหตุผลเบื้องหลังคำสั่งนายใหญ่
“หากตำรวจทำตามที่นายแนะนำให้ไปสร้างภาคีเครือข่ายทุกภาคส่วน และเกาะติดใกล้ชิดสำรวจปัญหาที่เกิดขึ้นในพื้นที่ ก็จะสามารถนำปัญหาไปร่วมกันหาแนวทางแก้ไขกับภาคีเครือข่ายได้อย่างมีประสิทธิภาพ ต้องชวนเขามาร่วมทำงานเพื่อปกป้องชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนผู้ใช้รถใช้ถนนร่วมกัน ไม่ได้บอกว่าให้ตำรวจไปหาทางกลบพื้นผิวถนนที่ขรุขระ หรือไปตัดต้นไม้ข้างทางด้วยตนเอง” นายตำรวจใหญ่กล่าว ถึงแม้ว่าตำรวจจำนวนไม่น้อยจำต้องกระทำการในลักษณะเช่นนั้น นอกเหนือจากหน้าที่รับผิดชอบโดยตรงคือ การบังคับใช้กฎหมาย ก็ตาม
“ถึงแม้ว่า ผู้ขับขี่รถจะกระทำผิดกฎหมายจราจร แต่ท่าทีของตำรวจในการบังคับใช้กฎหมายต้องเป็นท่าทีที่สุภาพเป็นมิตร ดังนั้น ตำรวจจราจร และอาสาสมัครจราจรจำเป็นต้องได้รับการฝึกอบรมและทบทวนความรู้ พร้อมรับการประเมินผลการปฏิบัติอย่างต่อเนื่อง ไม่อย่างนั้นจะเกิดความเสียหายต่อภาพลักษณ์ของตำรวจได้” พ.ต.อ.สมบัติ ชูชัยยะ รองผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดพระนครศรีอยุธยาผู้ได้รับคำชมเชยจากผู้นำหน่วยราชการส่วนต่างๆและประชาชนในจังหวัดว่าเป็นนายตำรวจที่มีผลการปฏิบัติงานที่เข้มแข็งและเป็นที่รักของประชาชนอย่างแท้จริง รวมถึงการเข้าใจปัญหาเกี่ยวกับงานจราจรของจังหวัดพระนครศรีอยุธยาโดยทำงานร่วมกับผู้บังคับการจังหวัด พล.ต.ต.เสริมคิด สิทธิชัยกานต์ ในรูปแบบของการสร้างการมีส่วนร่วมของประชาชนอย่างแท้จริงจนประสบความสำเร็จในการลดอุบัติเหตุ ลดจำนวนผู้เสียชีวิต และลดจำนวนคนบาดเจ็บลงได้อย่างมีประสิทธิภาพเมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเวลาในรอบปีที่ผ่านมาในอดีต
วิสัยทัศน์ของผู้บัญชาการและทีมงานทุกระดับที่ทำงานอย่างสอดรับกันบนพื้นฐานหลักการสร้างการมีส่วนร่วมของพลังมวลชนจะทำให้ตำรวจจราจรกลายเป็นที่รักของประชาชน พร้อมๆ กับการบรรลุภารกิจปกป้องชีวิต และทรัพย์สินของประชาชนได้อย่างสง่างาม สมศักดิ์ศรีตำรวจไทยยุคปฏิรูปอย่างแน่นอน



