
ต้องกำจัดระบบที่เอื้อคอร์รัปชั่น
ต้องกำจัดระบบที่เอื้อคอร์รัปชั่น : ขยายปมร้อน
เห็นท่าทีของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ต่อกรณีที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเรื่องการทุจริตเร่งส่งรายชื่อข้าราชการที่พัวพันการทุจริตมาให้แล้ว ก็รู้สึกสบายใจขึ้นมา เพราะแสดงจุดยืนที่จะใช้กฎหมายปกติในการจัดการ
วันนี้หลายคนเรียกร้องและโหยหาอำนาจพิเศษของหัวหน้า คสช. ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 44 เนื่องจากเห็นว่าเป็นอำนาจที่ใช้ได้ ใช้ง่ายและเด็ดขาด หลายคนหวังว่าเมื่อ “ประยุทธ์” ได้รับรายชื่อดังกล่าวแล้วจะสั่งปรับ ลด ปลด ย้าย หรือถึงขั้นลงโทษสถานหนัก
โดยเฉพาะ ป.ป.ช. ที่ท่าทีหลังจากส่งรายชื่อแล้วดูเหมือนจะหวังมากเป็นพิเศษ ถึงขาดเตรียมส่งชื่อลอตสองให้ ศูนย์อำนวยการต่อต้านการทุจริตแห่งชาติ (ศอตช.)
เข้าใจได้ไม่ยากว่าหลายคนตั้งความหวังไว้เยอะ เพราะบอบช้ำกับระบบคอร์รัปชั่นที่กัดกินบั่นทอนสังคมไทยจนเน่าเฟะมาเป็นเวลาช้านาน เมื่อเจอหนทางที่จะจัดการได้อย่างรวดเร็วจึงโผเข้ากอด ประหนึ่งคนที่กำลังจะจมน้ำกลางทะเล เมื่อเจอขอนไม้ก็ต้องโผเข้ากอด แต่นี่เหมือนกับเห็นภาพเรือลำใหญ่ยิ่งดีอกดีใจเป็นพิเศษ
แต่การเข้าไปจัดการก็ต้องระวังเป็นพิเศษเช่นกัน เพราะการใช้อำนาจพิเศษกับรายชื่อที่ส่งเข้ามานี้ ก็ไม่ต่างกับความเสี่ยงต่อการใช้อำนาจผิดพลาด เพราะการกลั่นกรองก็มีน้อยกว่ากระบวนการยุติธรรมตามกฎหมายปกติ
หากคนคนนั้นทำผิดจริงและถูกลงโทษก็คงไม่มีใครที่จะเห็นใจ เพราะถือเป็นโทษทัณฑ์ที่ควรจะได้รับ แต่อะไรจะทำให้มั่นใจว่ารายชื่อทั้งหมดที่ส่งมานั้นเป็นรายชื่อที่ถูกต้อง รายชื่อคนที่ส่งมานั้นเป็นคนที่ทำทุจริตทั้งหมด อะไรจะมั่นใจได้ว่าข้อมูลที่ได้รับมานั้นเป็นข้อมูลที่ถูกต้องทั้งหมด
กระบวนการยุติธรรมปกติต่างหากที่มีระบบการตรวจสอบพอที่จะทำให้มั่นใจได้ว่า ผู้นั้นกระทำความผิดจริง เพราะเปิดโอกาสให้ต่อสู้ข้อกล่าวหา นำหลักฐานมาโชว์ว่าเขาผิดหรือไม่ผิด
หากใช้ระบบพิเศษเข้ามาลงโทษจะต่างอะไรกับการโยกย้ายที่ไม่เป็นธรรมที่เคยเกิดขึ้นในรัฐบาลที่ผ่านๆ มา ถึงแม้จะผิดจริง แต่คนที่ถูกกล่าวหาก็อาจจะบิดเบือนประเด็นว่าเขาถูกกลั่นแกล้งทางการเมือง ต่างจากการเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมปกติที่สุดท้ายทุกคนต้องยอมรับว่าผิดจริง แต่คนที่ถูกกล่าวหาก็อาจจะบิดเบือนประเด็นว่าเขาถูกกลั่นแกล้งทางการเมือง ต่างจากการเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมปกติที่สุดท้ายทุกคนต้องยอมรับ
อย่างไรก็ตาม กระบวนการยุติธรรมตามปกติก็ยังเป็นที่ยอมรับว่าเป็นธรรมกว่ากระบวนการพิเศษ การเอาผิดอาจจะช้า แต่หากทุกคนร่วมมือ คนทำผิดก็มิอาจลอยนวลอยู่ได้
นอกจากนี้ ที่ต้องไม่ลืมคือปัญหาคอร์รัปชั่นในเมืองไทยนั้นมันฝังรากลึกและกัดกร่อนมานานจนเกินกว่าจะแก้ไขได้ด้วยการตัดตอนง่ายๆ หรือแค่การลงโทษหนักๆ ขู่คนที่จะทำผิดเท่านั้น หากการแก้จำต้องดูไปถึงเหตุผลหรือระบบที่เอื้อให้เกิดการทุจริตโดยง่าย
ระบบที่ทำให้การทุจริตสามารถแทรกแซงไปในทุกอณูได้คือ ระบบการไว้วางใจทำให้การตรวจสอบนั้นย่อหย่อนลงกว่าที่ควรจะเป็น ระบบที่เอื้อต่อการทุจริตคือระบบที่ให้อำนาจแก่คนคนเดียวมากเกินไป
ลองหลับตานึกถึงการให้ใบอนุญาตกระทำการใดๆขึ้นมาสักเรื่อง หากมีข้าราชการผู้หนึ่งเป็นผู้มีอำนาจอนุมัติแต่เพียงผู้เดียว โดยไม่มีใครที่มาช่วยตัดสินใจหรือมาช่วยดูว่าคนคนนั้นอนุมัติถูกต้องหรือไม่ ปล่อยให้เป็นอำนาจเต็มในการทำงาน เขาคนนั้นจะทุจริตหรือไม่
แรกเริ่มเดิมทีคนผู้นั้นอาจจะเป็นคนดี แต่เมื่อทุกอย่างตกอยู่ในมือของเขาจะเกิดอะไรขึ้น ต้องไม่ลืมว่ามนุษย์มีกิเลสเป็นสมบัติ มีความผิดพลาดเป็นเจ้าเรือน ที่สุดแล้วอำนาจที่เขามีนั้นอาจจะนำพาไปสู่จุดที่ต่ำลง ดังนั้น การเซ็นอนุญาตหรืออนุมัติเรื่องใดๆ จึงไม่สมควรที่จะให้ใครมีอำนาจตัดสินชี้ถูกผิดได้เพียงคนเดียว หากต้องมีกลุ่มคนที่ร่วมกันตัดสินใจและมีการกลั่นกรองเป็นลำดับขั้น
บริษัทใหญ่ที่มีธรรมาภิบาล หรือ ประเทศที่มีอัตราการคอร์รับชั่นที่น้อย ไม่ใช่เพราะเขามีระบบการลงโทษที่เข้มแข็งแต่เพียงอย่างเดียว หากแต่มีระบบการตรวจสอบการกลั่นกรองที่เข้มข้นและใช้งานได้จริงต่างหาก
ระบบธรรมาภิบาลที่ถูกต้องจึงไม่ใช่เพียงให้คนดีเข้ามามีอำนาจ หากแต่ต้องสันนิษฐานว่าทุกคนมีโอกาสกระทำไม่ดีได้ทั้งสิ้น และกระจายอำนาจออกจากมือคนเพียงคนเดียวให้ได้มากที่สุด



