
ภาวะแรงกระเพื่อม
ภาวะแรงกระเพื่อม : บทบรรณาธิการประจำวันอังคารที่ 14 เมษายน 2558
ไม่ว่าเหตุการณ์ระเบิดบริเวณห้างเซ็นทรัล สมุย และโคออป จ.สุราษฎร์ธานี จะมีคนหรือกลุ่มหรือฝ่ายใดอยู่เบื้องหลัง หรือแม้กระทั่งเกี่ยวโยงกับเหตุระเบิดในกรุงเทพมหานคร ซึ่งน่าเกี่ยวข้องกับกลุ่มที่มีแนวคิดทางการเมืองตามที่ พล.ต.สรรเสริญ แก้วกำเนิด รองโฆษกรัฐบาล ระบุเอาไว้หรือไม่ก็ตาม หากแต่เหตุการณ์ครั้งนี้ย่อมยากที่จะปฏิเสธได้ว่า ไม่มีผลกระทบต่อภาพความน่าเชื่อถือหรือเป็นการดิสเครดิตรัฐบาล โดยเฉพาะในห้วงเวลาขณะนี้ที่เรียกได้ว่า เป็นโค้งอันตรายหรือช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ ที่จะชี้ชะตาอนาคตของบ้านเมือง เพราะนอกจากสารพัดปัญหาทั้งเก่าและที่เกิดขึ้นใหม่แบบวันต่อวัน รวมทั้งภาวะเศรษฐกิจซบเซา กำลังซื้อหดหาย ส่งออกพลาดเป้า เบิกจ่ายงบประมาณล่าช้า ซึ่งกำลังรุมเร้ารัฐบาลอยู่ในขณะนี้ กระแสเรียกร้องจากกลุ่มผู้มีผลได้เสียกับรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ก็กำลังเขม็งเกลียวเข้ามาทุกขณะ โดยเฉพาะในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับพวกเขาโดยตรงไม่ว่าจะเป็นเรื่องที่มานายกรัฐมนตรี ส.ส. ส.ว. และวิธีการเลือกตั้ง ฯลฯ
กล่าวสำหรับปมประเด็นทางการเมืองว่าด้วยรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ซึ่งค่อนข้างแน่นอนว่า คณะกรรมาธิการยกร่าง ที่มีนายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ เป็นประธานจะไม่ยอมให้แก้ไขในหลักการสำคัญที่กำลังถกเถียงกันอยู่ 4 ประเด็นดังกล่าว ขณะที่สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ(สปช.)ส่วนหนึ่งได้ออกมาวิพากษ์วิจารณ์อย่างเผ็ดร้อนและต่อเนื่อง โดยยกเหตุผลต่างๆขึ้นมาชี้ให้เห็นว่า หลักการสำคัญในความเห็นของกรรมาธิการยกร่างฯ นั้น ล้วนแต่เป็นข้อกำหนดเพื่อถอยหลังเข้าคลองกันทั้งนั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่ไม่อาจประนีประนอมได้ ก็คือ ขัดกับหลักการประชาธิปไตยอย่างชัดเจน อย่างเช่น ที่มานายกรัฐมนตรีที่เปิดช่องให้คนนอกเข้ามารับตำแหน่งได้ เสมือนเป็นการเขียนไว้เพื่อการสืบทอดอำนาจทางการเมืองเหมือนในอดีตที่ผ่านมามากกว่า บรรยากาศเช่นนี้จึงพอมองเห็นภาพได้ว่า สปช.จะไม่ให้ความเห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่ง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) ก็เคยบอกไว้หลายครั้งว่าจะไม่หยิบยกรัฐธรรมนูญปี 2540 หรือ 2550 ขึ้นมาใช้ หากแต่จะต้องเริ่มนับหนึ่งใหม่ นั่นหมายถึงว่า กำหนดการเลือกตั้งตามโรดแม็พก็ต้องเลื่อนออกไปโดยไม่มีกำหนด
นักวิเคราะห์ด้านเศรษฐกิจเห็นตรงกันว่า เศรษฐกิจจะสามารถโงหัวขึ้นได้หรือไม่ ให้จับตาการเมืองในห้วงเวลาที่จะประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ซึ่งก็น่าจะหมายถึงปลายปีนี้ หากแต่ในบรรยากาศ ณ ปัจจุบัน ที่นอกจากเรื่องเศรษฐกิจยังอยู่ในภาวะลูกผีลูกคน ไม่ตายแต่ก็ไม่โตแล้ว อาการกระเพื่อมจากคลื่นใต้น้ำก็สาดกระเซ็นให้เห็นกันอยู่หลายครั้ง ทั้งยังมีข้อพิสูจน์อย่างหนึ่งว่า การใช้อำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาด หรือให้ยาแรงนั้น ไม่อาจระงับยับยั้งอาการเจ็บป่วยเรื้อรังได้ โดยเฉพาะโรคแบ่งสี แยกฝ่าย ที่รัฐบาลหรือคสช.ทำได้อย่างมากที่สุดในเวลานี้ก็คือ รักษาตามอาการอย่างที่เห็นๆ กันอยู่ ขณะที่เงื่อนไขสำคัญก็ยังคงดำรงอยู่อย่างที่ พล.อ.ประยุทธ์ก็ย้ำมาหลายครั้งแล้วว่า เมื่อการเมืองเข้าสู่ระบบการเลือกตั้งเมื่อไร ความขัดแย้งอย่างในอดีตก็จะหวนคืนกลับมาอีก ขณะที่นายกรัฐมนตรีพยายามรักษาบทบาทยืนอยู่ตรงกลางของสองฝ่ายนั้น ก็ใช่ว่าจะสามารถเยียวยาได้เหมือนที่เคยมีเสียงเรียกร้องให้คนกลางเข้ามาสร้างความปรองดอง ซ้ำร้ายนานวัน พล.อ.ประยุทธ์ ยังถูกผลักให้เป็นคู่ขัดแย้งเสียเองด้วยซ้ำ
ความจริงที่ปรากฏในวันนี้ ที่รัฐบาลและคสช.ไม่อาจปฏิเสธก็คือ คลื่นใต้น้ำกำลังเดินเกมเพื่อสร้างแรงกดดันอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะปฏิกิริยาจากกลุ่มการเมืองที่ต้องการเข้ามากุมอำนาจโดยเร็วที่สุด ซึ่งแน่นอนว่า รัฐบาลของ พล.อ.ประยุทธ์จะต้องรับบทหนักแทบไม่เว้นวัน ขณะที่อาการป่วยเรื้อรังก็เริ่มดื้อยา เช่นนี้นี่เอง จึงอยู่ที่การตัดสินใจของ พล.อ.ประยุทธ์ และคณะทหารคสช.ว่ายังคงเดินหน้าใช้เครื่องมือการบริหารที่เบ็ดเสร็จเด็ดขาด หรือว่า พยายามทุกทางเพื่อคืนอำนาจสู่การเลือกตั้งครั้งใหม่โดยเร็วที่สุด ทั้งหมดนี้ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะต้องผ่านกระบวนการกลั่นกรองอย่างรอบคอบรอบด้านให้มากที่สุด ที่สำคัญก็คือ พล.อ.ประยุทธ์จะให้น้ำหนักจากแรงกดดันทั้งภายในและภายนอกหรือไม่เท่านั้น



