
ครอบครัวไทยในทศวรรษหน้า
ครอบครัวไทยในทศวรรษหน้า : บทบรรณาธิการประจำวันจันทร์ที่ 13 เม.ย. 2558
คลื่นมนุษย์ นับแสนนับล้านชีวิต ที่พร้อมใจกันเคลื่อนย้ายตัวเองและครอบครัว อุ้มลูกจูงหลานแหนแห่กันออกต่างจังหวัดเบียดเสียดเยียดยัดกันอยู่บนถนน บนรถสาธารณะ คล้ายอพยพหลบหลีกพิบัติภัย คือประจักษ์พยานยืนยันว่า พวกเขาเหล่านั้น ล้วนเปี่ยมด้วยจิตใจ อารมณ์ ความรู้สึกที่เพรียกหาความอบอุ่นในครอบครัวที่รออยู่ ณ ปลายทางที่พวกเขาจากมาแสวงโชค ประกอบสัมมาชีพสร้างรายได้เลี้ยงปากท้อง ภาพซ้ำๆ ที่เกิดขึ้นในทุกๆ เทศกาลวันหยุดติดต่อกันหลายวันประทับอยู่ในความทรงจำและรับรู้ของสมาชิกในสังคมมาเป็นเวลาอย่างน้อย 3 ทศวรรษ อันอยู่ในช่วงของการเปลี่ยนผ่านประเทศไทย จากสังคมเกษตรกรรมสู่อุตสาหกรรมจากผู้ปักดำสู่ผู้ผลิตในโรงงานเพื่อการส่งออก ล้วนคือความเปลี่ยนแปลงอันกระทบกระเทือนถึงครอบครัวไทย ที่เริ่มพลิกโฉมหน้าจากครอบครัวขยาย รวมสมาชิกรุ่นปู่ย่าพ่อแม่และลูกๆ อยู่ในชายคาเดียวกัน สู่ครอบครัวเดี่ยว พ่อแม่กับลูก หรือแม้กระทั่งลูกกับแม่หรือพ่อเท่านั้น
คณะรัฐบาลเมื่อปี 2533 ในยุคของการผลักดันนโยบายประเทศไทยเป็นประเทศอุตสาหกรรมใหม่หรือนิคส์ ได้กำหนดให้วันที่ 14 เมษายนของทุกปี เป็นวันครอบครัว เพราะเล็งเห็นความสำคัญของสถาบันชั้นปฐมภูมิ ที่แม้จะเป็นหน่วยเล็กสุดในสังคม หากแต่ก็มีความสำคัญในสถานะที่เป็นพื้นฐานทั้งหมดของสังคม ด้วยเหตุที่สมาชิกในครอบครัวจะต้องเรียนรู้ปรับตัวเพื่อการอยู่ร่วมกันอย่างสุขสงบร่มเย็น อันจะเป็นเบ้าหลอมของสังคมใหญ่คือประเทศชาติ ที่สมาชิกทุกๆ คนจะได้ร่วมกันสร้างสันติสุขขึ้นมา หากแต่การเปลี่ยนผ่านประเทศไทยในระยะเวลาหลายสิบปีที่ล่วงเลย คือกระแสหลักอันทรงอิทธิพลที่กดดันให้เกิดสังคมนิยมวัตถุ และการบริโภคตามทิศทางโลกาภิวัตน์ นั่นย่อมหมายถึงอาการสั่นสะเทือนของสถาบันครอบครัวอันเนื่องมาจากค่าครองชีพที่สูงขึ้นเป็นลำดับ รายได้มากขึ้น แต่รายจ่ายก็สูงเป็นเงาตามตัว บทสรุปสุดท้ายก็คือ ปัญหาครอบครัวที่ตามมามากมาย ทั้งภาวะบ้านแตกสาแหรกขาด เด็กไร้การศึกษา ปัญหายาเสพติดและอาชญากรรม
แม้จะเป็นเทศกาลวันหยุดติดต่อกันยาวนานหลายวัน แต่เวลาที่พวกเขาเหล่านั้นกำลังใช้ไปกับกิจกรรมถวิลหาภาพแห่งความทรงจำจากครอบครัวขยายในอดีตหลายสิบปีก่อน ช่างแสนสั้น และจบลงอย่างรวดเร็วตามวิถีของผู้คนที่อยู่ในสายพานการผลิตในสังคมอุตสาหกรรมที่มีแต่ความรีบเร่งและแข่งขัน นั่นก็อาจจะเป็นที่มาหนึ่งของประเพณีสงกรานต์ที่ผิดเพี้ยนและนำมาซึ่งความสูญเสียอย่างยากจะเยียวยา อีกไม่กี่ชั่วโมงหรือไม่กี่วันข้างหน้านี้ คลื่นมนุษย์ผู้กลับไปสู่อ้อมกอดของครอบครัวขยายในจินตนาการก็จะกลับสู่โลกแห่งความเป็นจริงในสังคมเมืองที่พวกเขาต้องเผชิญกับการต่อสู้แก่งแย่ง เป็นการหวนคืนสู่วัฒนธรรมคนเมืองที่พวกเขารู้สึกแปลกแยกแตกต่างมาตลอด หากแต่จำต้องกล้ำกลืนฝืนทนเพื่อให้ยืนหยัดอยู่ต่อไปให้ได้ในระบบทุน
ในสภาพความเป็นจริง ที่ประเทศไทยก้าวเข้าสู่ความเป็นประเทศอุตสาหกรรม อันย่อมยากจะหลีกเลี่ยงสภาพครอบครัวเดี่ยว จึงจำเป็นอยู่เอง ที่แผนงานด้านสังคมของชาติจะต้องยกระดับให้เท่าทันและทัดเทียมกับนานาประเทศที่เคยตกอยู่ในสถานะเดียวกัน ผู้ประกอบการอุตสาหกรรมทั้งหลายจึงน่าจะเป็นต้นทางหนึ่งของการร่วมจรรโลงสถาบันครอบครัว หากแต่เมื่อพิจารณากฎหมายแรงงานแล้ว จะพบว่า ไม่ได้เอื้ออำนวยให้คนเป็นแม่เลี้ยงดูบุตรได้อย่างที่ควรจะเป็น ซ้ำร้ายยังมีแรงกดดันให้พวกเขาออกจากงานเสียด้วยซ้ำ นี่จึงเป็นวาระเร่งด่วนของชาติที่ต้องลงมือวางแผนระยะยาว เพื่อเรียกคืนความรักความสุขในครอบครัวคืนมา ซึ่งสำคัญยิ่งกว่ามานั่งจับผิดกันในช่วงสงกรานต์



