
ตรวจสอบกันเองช่วยรัฐ
ตรวจสอบกันเองช่วยรัฐ : บทบรรณาธิการประจำวันที่ 9เม.ย.2558
กรณีปลาที่เลี้ยงในกระชังบริเวณแม่น้ำป่าสัก ตั้งแต่ อ.แก่งคอย อ.เฉลิมพระเกียรติ อ.เสาไห้ ของ จ.สระบุรี ตายเป็นจำนวนมาก และมีผู้โพสต์ภาพในโลกโซเชียลพร้อมทั้งตั้งคำถามถึงสาเหตุตลอดจนวิพากษ์วิจารณ์กันมากมาย ส่วนใหญ่มุ่งไปเรื่องปัญหาสภาพแวดล้อมของแม่น้ำที่คาดว่ามีการปนเปื้อนสารเคมีจนทำให้น้ำเน่าเสีย ส่งผลให้ปลาที่เกษตรกรเลี้ยงต้องตายลง และมีคำถามว่าหน่วยงานภาครัฐได้ดูแลควบคุมภาคเอกชนอย่างรัดกุมให้เป็นไปตามกฎระเบียบแค่ไหน เพราะปัญหาปล่อยทิ้งน้ำเสียจากอุตสาหกรรมลงสู่แม่น้ำคูคลองสาธารณะเกิดขึ้นบ่อยครั้ง โดยเจ้าหน้าที่รัฐที่มีส่วนเกี่ยวข้องมักไม่รับผิดชอบและยังมีปัญหาเรียกรับผลประโยชน์แลกกับการนิ่งเฉยปล่อยให้เกิดความเสียหายต่อส่วนรวม
ปัญหาดังกล่าวเป็นอีกหนึ่งเรื่องที่นายกรัฐมนตรีต้องการให้มีการแก้ไข โดยสั่งให้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมรับผิดชอบลงพื้นที่จัดการแก้ไขปัญหาและช่วยเหลือประชาชนโดยเร่งด่วน พร้อมทั้งตรวจสอบหาสาเหตุด้วย หากพบว่าเป็นความมักง่ายของโรงงานที่ปล่อยน้ำเสียให้ดำเนินการขั้นเด็ดขาดตามกฎหมาย รวมไปถึงเจ้าหน้าที่รัฐที่ปล่อยปละละเลย อีกทั้งกำชับให้ตรวจสอบโรงงานว่ามีระบบบำบัดน้ำเสียที่ได้มาตรฐานหรือไม่ และเมื่อมีระบบแล้วต้องใช้งานจริง ไม่ใช่มีไว้เพื่อให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบแต่ไม่ได้ใช้งานจริง โดยถือว่าการปล่อยน้ำเสียลงสู่แหล่งน้ำธรรมชาติเป็นอาชญากรรมทางสิ่งแวดล้อม และเน้นย้ำให้ผู้ประกอบการอยู่ในกติกาไม่ให้เอาเปรียบสังคม ถือเป็นการสร้างความเท่าเทียมอย่างหนึ่งในสังคม
เมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา กรมโรงงานอุตสาหกรรม แก้ไขกฎหมายเรื่องกำหนดทำเลที่ไม่เหมาะสมสำหรับการตั้งหรือขยายโรงงานประเภท 3 ในพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยา พ.ศ... โดยได้เสนอต่อที่ประชุมคณะรัฐมนตรี เพื่อสกัดโรงงานที่ปล่อยน้ำเสียทั้งที่ถูกกฎหมายและที่ลักลอบทั้งหมด ต่อไปโรงงานประเภท 3 ซึ่งส่วนใหญ่เป็นโรงงานด้านเกษตรไม่สามารถตั้งโรงงานริมแม่น้ำได้ เมื่อกฎหมายผ่านการพิจารณาของกฤษฎีกาแล้วจะประกาศเป็นกฎกระทรวงออกมา ขณะที่ภาคเอกชนแม้มีท่าทีสนับสนุนแต่ก็ตั้งแง่ว่าเป็นการแก้ปัญหาไม่ตรงจุด พร้อมอ้างอิงสถิติพบมลพิษทางน้ำที่มาจากโรงงานอุตสาหกรรมน้อยกว่าการปล่อยน้ำเสียจากแหล่งชุมชนริมแม่น้ำ จึงเสนอให้รัฐหาสาเหตุแหล่งน้ำเสียก่อนแล้วค่อยพิจารณามาตรการแก้ไขปัญหา
สภาพแวดล้อมโดยเฉพาะแม่น้ำและแหล่งต้นน้ำ ถือว่ามีความสำคัญต่อชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน และในยุคที่เศรษฐกิจเติบโตทำให้อุตสาหกรรมและโรงงานเติบโตไปด้วย หากไม่มีการดูแลและควบคุมให้เป็นไปตามกฎหมาย ตลอดจนภาคเอกชนไม่มีจิตสำนึกต่อส่วนรวม ยิ่งเป็นการซ้ำเติมปัญหามลภาวะมากยิ่งขึ้น การคุมเข้มหรือออกกฎหมายและกติกาต่างๆ อาจไม่จำเป็นเลย ถ้ากลุ่มผู้ประกอบการมีจิตสำนึกในหน้าที่และห่วงใยต่อสภาพแวดล้อม โดยช่วยภาครัฐในการบำบัดของเสียจากโรงงาน ซึ่งองค์กรหรือสมาคมของภาคอุตสาหกรรมควรมีมาตรการเฝ้าระวังในกลุ่มสมาชิกและส่งเสริมให้สมาชิกผู้ประกอบการมีส่วนร่วมแก้ไขปัญหาและสร้างจิตสำนึกตอบแทนบุญคุณแผ่นดิน อย่านึกถึงแต่เพียงผลกำไร



