
ย้อนสู่จุดเริ่มต้น
ย้อนสู่จุดเริ่มต้น : ขยายปมร้อน โดยอรรถยุทธ บุตรศรีภูมิ สำนักข่าวเนชั่น
จนถึงวันนี้ยังมีข้อถกเถียงว่าการยกเลิกกฎอัยการศึกและใช้คำสั่งหัวหน้า คสช. ที่ออกตามรัฐธรรมนูญมาตรา 44 แทนนั้นเป็นเรื่องที่เหมาะสมหรือไม่ รวมไปถึงข้อถกเถียงที่ว่าคำสั่งที่ออกมานั้นหนักหรือเบากว่ากฎอัยการศึก
แต่สิ่งหนึ่งที่ปฏิเสธไม่ได้คือ "รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา" พลิกวิกฤติเป็นโอกาส จากกระแสโจมตีการใช้อำนาจมาตรา 44 พวกเขาใช้วิกฤติที่ไอซีเอโอไม่รองรับมาตรฐานการบินของกรมการบินพลเรือน ซึ่งปัญหานี้ต้องการการแก้ไขโดยเร่งด่วนเพื่อไม่ให้ผลกระทบลุกลามไปกว่านี้ ทำให้พวกเขาคิดที่จะใช้อำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาดตามมาตรานี้เข้ามาแก้ปัญหา และโชว์ให้เห็นว่าอำนาจพิเศษนี้มิใช่ใช้เฉพาะเชิงลบเท่านั้น แต่หากยังใช้ในเชิงบวก หรือที่พวกเขาเรียกว่า “อำนาจเชิงสร้างสรรค์”
แน่นอนว่าเสียงตอบรับเชิงบวกเริ่มมีเข้ามา พร้อมทั้งเรียกร้องให้พวกเขาใช้อำนาจพิเศษนี้ กับกรณีอื่นที่ยังเป็นปัญหา และรัฐบาลก็ทำท่าจะเห็นด้วยกับข้อเรียกร้องเช่นว่าไม่ว่าจะเป็นเรื่องการปราบปรามการตัดไม้ทำลายป่า การบุกรุกป่า การแก้ปัญหาลอตเตอรี่เกินราคา
ไม่แปลกที่พวกเขาจะเห็นด้วย และเห็นชอบกับการใช้อำนาจ เพราะต้องไม่ลืมว่าการใช้อำนาจในระบบปกติที่ต้องมี “รัฐบาล” และ “สภา” นั้นมีขั้นตอนมากมาย โดยเฉพาะขั้นตอนในการออกกฎหมายที่ต้องใช้เวลาค่อนข้างมาก มิพักต้องพูดถึงกระบวนการตามระบบราชการที่ไม่ทันอกทันใจ ต่างกับการใช้อำนาจตามมาตรา 44 ที่เป็นอำนาจช่องทางตรงของ “รัฏฐาธิปัตย์” เป็นอำนาจเบ็ดเสร็จที่สั่งได้ทันทีโดยไม่ต้องรอกระบวนการใดๆ ทั้งสิ้น ทุกอย่างจึงสามารถเดินหน้าได้เร็ว
ไม่แปลกที่เมื่อ “ประยุทธ์” เป็นรัฐบาลจะขัดใจกับกลไกกระบวนการปกติ และเริ่มชายตามองการใช้ “อำนาจพิเศษ” ที่เมื่อใช้แล้วเท่ากับว่าเขาจะไม่ได้บริหารประเทศในฐานะ “นายกรัฐมนตรี” แต่กำลังจะบริหารประเทศในฐานะ “หัวหน้า คสช.” หรือพูดง่ายๆ คือ การบริหารประเทศในฐานะ “องค์รัฏฐาธิปัตย์”
การบริหารประเทศในสถานะนี้ ทำให้เขาอยู่ในสถานะที่อยู่เหนือกว่าทุกระบบในประเทศนี้ อยู่เหนือกว่ารัฐธรรมนูญด้วยซ้ำ เพราะมาตราดังกล่าวได้มอบอำนาจเหนือรัฐธรรมนูญให้เขาแล้ว เป็นการบัญญัติอำนาจหรือรัฐธรรมนูญไว้ในรัฐธรรมนูญ
แต่สิ่งที่น่าเป็นห่วงคือคำถามที่ว่าระบบการใช้อำนาจเรากำลังถอยหลังหรือไม่
ต้องไม่ลืมว่าก่อนการรัฐประหารประเทศเรามีสามองค์อำนาจหลักคือ 1.บริหาร 2.นิติบัญญัติ และ 3.ตุลาการ แต่เมื่อเกิดการรัฐประหาร ยึดอำนาจการปกครองประเทศ อำนาจอย่างน้อยสองอำนาจกลับมาอยู่ในมือหัวหน้าคณะรัฐประหารแบบเบ็ดเสร็จ เว้นแต่อำนาจตุลาการ ที่ก็มีการดึงคดีบางจำพวกให้พ้นออกจากอำนาจตุลาการปกติ
การบริหารช่วงนั้น ปราศจากกฎหมาย หากยึดเอาอำนาจของ “หัวหน้าคณะรัฐประหาร” หรือ “องค์รัฏฐาธิปัตย์” เป็นหลัก ซึ่งขณะนั้นเขาอยู่ทั้งในสถานะฝ่ายบริหารและนิติบัญญัติในตัวเอง และประเทศเราตกอยู่ในสถานะนั้นเป็นเวลาประมาณ 4 เดือน
จากนั้นเมื่อมีการประกาศใช้รัฐธรรมนูญ จึงทำให้เรากลับมาอยู่ในสภาวะที่มีฝ่ายบริหารและฝ่ายนิติบัญญัติอีกครั้ง อำนาจขององค์รัฏฐาธิปัตย์ถูกใช้ผ่าน “รัฐบาล” และ “สภานิติบัญญัติแห่งชาติ” โดยหากต้องการออกกฎหมายก็ต้องผ่านสภา หรือหากต้องการใช้อำนาจบริหารก็ต้องใช้ผ่านรัฐบาล ซึ่งสามารถตรวจสอบได้บ้างตามระบบ
แต่เมื่อ “พล.อ.ประยุทธ์” ตัดสินใจใช้อำนาจตามมาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญ แปลว่าเขาเลือกที่จะกลับไปใช้สถานะ “องค์รัฏฐาธิปัตย์” อีกครั้ง กลับไปใช้สถานะที่อยู่เหนือรัฐธรรมนูญอีกครั้ง กลับไปใช้สถานะที่เราคล้ายไม่มีรัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายแม่ เพราะถึงนาทีนี้แล้ว “พล.อ.ประยุทธ์” คือกฎหมายและรัฐบาล
จริงอยู่ที่ “พล.อ.ประยุทธ์” ตกอยู่ในสภาวะกดดันไม่น้อยเมื่อหลายๆ อย่างไม่เป็นไปตามที่เขาคาดหวัง การเดินหน้าตามโรดแม็พไม่เป็นไปตามนั้น ปัญหาต่างๆ ที่ประดังประเด รวมไปถึงปัญหาเศรษฐกิจที่ยังไม่มีทีท่าว่าจะฟื้น ไหนจะปัญหาเฉพาะหน้าอีกมาก กอปรกับเวลาที่จำกัดเพราะยิ่งอยู่ไปนานวันแรงกดดันก็จะยิ่งถาโถมกดทับตัวเขาเข้ามาเรื่อยๆ
เขาจึงอยู่ในสถานะที่ลำบากใจมิใช่น้อยจะใช้อำนาจน้อยกว่านี้ก็ไม่ได้ มิเช่นนั้นปัญหาก็จะไม่คลี่คลาย แต่หากใช้มากขึ้นไปเรื่อยๆ ต่อให้เรียกว่า “อำนาจเชิงสร้างสรรค์” แต่ก็จะทำให้ประเทศเราก็จะเสพติดยาแรง ไม่สามารถแก้ไขได้ด้วยสภาวะปกติ หนำซ้ำยังไม่มีอะไรการันตีว่าหากใช้อำนาจเช่นนี้แล้วปัญหาจะแก้ไขได้อย่างที่คาด
สุดท้ายเขาก็ต้องเลือกว่าจะใช้อำนาจเหนือรัฐธรรมนูญเช่นว่ามากน้อยเพียงใด อำนาจยิ่งใช้มากเท่าไหร่ยิ่งย้อนกลับมาทำร้ายคนใช้มากขึ้นเท่านั้น



