คอลัมนิสต์

เมื่อตำรวจถูกเตะ

เมื่อตำรวจถูกเตะ

08 เม.ย. 2558

เมื่อตำรวจถูกเตะ : โลกตำรวจ โดยผศ.ดร.ปนัดดา ชำนาญสุข

             ความล้มเหลวในการบริหารงานในโลกของตำรวจนำมาซึ่งทุกความล้มเหลวในทุกการปฏิบัติงานตำรวจ ดังจะเห็นได้ว่างานของตำรวจเป็นงานที่มีภารกิจที่ยิ่งใหญ่และมีความสำคัญอย่างมากในทุกชีวิตของผู้คนในสังคม ดังเช่น

             ปกป้องชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน

             บำบัดทุกข์ บำรุงสุข

             เป็นต้นธารของกระบวนการยุติธรรม ที่จะต้องบังคับใช้กฎหมายอย่างเป็นธรรม เสมอภาค เท่าเทียม

             ภารกิจที่สำคัญและยิ่งใหญ่เช่นนี้ไม่มีทางที่จะบรรลุได้หากผู้ปฏิบัติงานซึ่งหมายถึงตำรวจทุกระดับยังคงต้องทำงานอยู่ในบริบทที่ไร้ความโปร่งใส ไร้ความเท่าเทียม และไร้ความเป็นธรรม

             โปรดอย่ามองแต่เพียงภาพที่ปรากฏจากนายตำรวจบางนาย บางกลุ่ม

             แต่โปรดจงตั้งคำถามว่า หากเราปล่อยให้ภาวะมือใครยาว สาวได้สาวเอา ยังคงเป็นวิถีการบริหารงานในโลกของตำรวจ ประชาชนจะได้รับผลกระทบอย่างไร? และองค์กรตำรวจจะอยู่ได้อย่างไร?

             องค์กรตำรวจไม่สามารถดำเนินงานให้บรรลุภารกิจขององค์กรได้หากขาดซึ่งความศรัทธาจากประชาชนในสังคม

             ดังนั้น ผู้มีอำนาจ หรือใครก็ตามที่จะทำการหนึ่งการใดโปรดมีสำนึกและทบทวนให้จงหนักด้วยว่าได้มีส่วนที่ทำให้องค์กรตำรวจเสื่อมลงหรือไม่? ผลกรรมที่เกิดขึ้นจากการกระทำต่างๆ เหล่านั้น มิได้ตกอยู่กับตำรวจ หากแต่ตกอยู่กับเพื่อนร่วมสังคมไทย รวมถึงตัวของท่าน และลูกหลานของท่านโดยตรง

             “อาชญากรรมที่เกิดขึ้นในสังคมไม่ได้สร้างปัญหาและผลกระทบต่อตำรวจมากเท่ากับประชาชนที่อยู่ในสังคมนั้น” นี่คือความจริงที่ต้องตระหนัก

             เมื่อระบบการบริหารงานบุคคลถูกแทรกแซง ล้มเหลว คนที่ทำดีกลับไม่ได้ดี หากแต่คนใกล้ชิด คนที่ดูแลรับใช้ผู้มีอำนาจกลับได้ดีเสียแล้ว ย่อมคาดการณ์ได้เลยว่าประสิทธิภาพในการทำงานย่อมตกต่ำด้วย

             ความรู้สึกที่ประชาชนเกลียดชังตำรวจนั้น ส่วนสำคัญเกิดขึ้นจากการไม่ทำงานในหน้าที่อย่างเข้มแข็งของตำรวจ แต่ต้องย้อนถามกลับมาหาสาเหตุเสมอว่าทำไมเขาจึงไม่ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความเข้มแข็ง

             “ปกติโรงพักนี้ หัวหน้าสถานีจะโดนเตะมา พอโดนเตะมาเขาก็ไม่อยากทำงาน ไม่สนใจ ประชาชนก็จะรู้สึกว่าตำรวจไม่ทำงานซึ่งไม่ใช่ความเข้าใจผิด ตำรวจไม่ทำจริงๆ” ผู้บังคับการตำรวจเล่าถึงปัญหาความไม่พอใจของประชาชนที่มีต่อการทำงานของตำรวจ

             ไม่ใช่แต่เฉพาะข้าราชการตำรวจเท่านั้นที่ใส่เกียร์ว่าง หากแต่ข้าราชการในทุกภาคส่วนต่างใส่เกียร์ว่างกันทั้งสิ้น และนี่คือเหตุผลของการที่ชาวบ้านมีทัศนคติที่ไม่ดีต่อข้าราชการและตำรวจโดยเฉพาะอย่างยิ่งข้าราชการที่มีอำนาจ

             “โชคดี ผู้กำกับคนนี้เขาวิ่งมา” นายตำรวจใหญ่พูดด้วยน้ำเสียงธรรมดาๆ แต่สร้างความประหลาดใจให้แก่ผู้ฟัง

             ปกติแล้วนายตำรวจนักวิ่งมักจะใส่เกียร์ว่างในการทำงานเพื่อประชาชนด้วย แต่ทำไมผู้บังคับการจึงบอกว่า โชคดีของชาวบ้านที่หัวหน้าสถานีคนนี้วิ่งมาอยู่ในโรงพักที่ใครๆ ไม่อยากอยู่ และคนที่เคยอยู่ผ่านๆ มาก็มักจะเป็นคนที่ถูกเตะมาแทบทั้งนั้น

             “ใครจะอยากอยู่ ไม่มีอะไรเลย ไม่มีร้านทอง ไม่มีร้านสะดวกซื้อ มีแต่บ้านโทรมๆ กับท้องนา เดินขึ้นไปบนโรงพักแล้วก็มองไปรอบๆ ก็เห็นหมดแล้วมั้งว่าพื้นที่มีเหตุเกิดหรือเปล่า” คำพูดเชิงเสียดสีกระทบกระเทียบของนายตำรวจใหญ่แสดงให้เห็นว่าความไม่เจริญทางเศรษฐกิจเป็นสิ่งบ่งชี้ความน่าอยู่หรือไม่น่าอยู่ที่สำคัญของโรงพักแต่ละแห่งด้วย

             แต่ชาวบ้านกลับคิดต่างจากตำรวจ!!

             “ชาวบ้านยากจน ทำไร่ทำนา เราโดนขโมยเครื่องมืออุปกรณ์ทางการเกษตรบ่อยมาก ตำรวจไม่เคยจับโจรให้เราได้ ไม่เคยสนใจ” ชาวบ้านเล่าถึงความหลังในเหตุที่มาของความไม่ศรัทธา ความรู้สึกลบๆ ที่ค่อยๆ ก่อร่างขึ้นในใจ

             จนทำให้เกลียดตำรวจ และไม่เคยคิดอยากที่จะทำงานหรือเกี่ยวข้องใดๆ กับตำรวจ

             เมื่อไปสืบค้นสถิติที่ปรากฏอยู่ที่สถานีตำรวจกลับไม่พบสถิติการแจ้งความคดีเกี่ยวกับทรัพย์ดังที่ชาวบ้านได้แจ้งไว้แต่อย่างใด

             สถิติคดีที่เกิดขึ้นในสถานีตำรวจแห่งนี้ต่ำมาก ต่ำทุกประเภท ไม่ว่าจะเป็นคดีเกี่ยวกับทรัพย์ หรือคดีเกี่ยวกับชีวิต ร่างกาย และเพศ

             เมื่อสถิติเป็นเช่นนี้ก็น่าจะแสดงว่า ประชาชนมีความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน มีคุณภาพชีวิตที่ดีแล้วมิใช่หรือ?

             ตอบว่า มิใช่เพราะ....

             “แจ้งไปก็เท่านั้น เสียเวลาเปล่า เสียเงิน แล้วยังเสียเวลา และเสียความรู้สึกอีก ตำรวจไม่สนใจหรอก มาจดๆๆ แล้วก็ไป แล้วก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้น”ชาวบ้านเล่าให้เห็นชัดเจนมากขึ้นว่าตัวเลขสถิติคดีที่ปรากฏอยู่ที่โรงพักนั้นเป็นเพียงแค่ภาพลวงตาที่เชื่อถือไม่ได้

             “เขาวิ่งมาจากส่วนกลาง เดิมเป็นฝ่ายอำนวยการด้านงานคดี แต่อยากอยู่โรงพักไม่อยากเป็นเสือกระดาษ ก็เลยต้องลงโรงพักเล็กๆ ที่ไม่มีใครอยากอยู่ พอมาอยู่เขาก็ตั้งใจ พยายามนะกำลังมีไฟ ผมก็ช่วยสนับสนุนเป็นกำลังความคิด เป็นกำลังใจให้เขา” ผู้บังคับการพูดถึงหัวหน้าสถานีผู้ที่เริ่มต้นงานจากจุดที่ชาวบ้านพากันต่อต้านด้วยความเคลือบแคลงไม่ไว้วางใจ แต่การมีทัศนคติที่ดีต่องานในหน้าที่แม้จะเป็นโรงพักชนบทเล็ก จนในที่สุด

             “ผู้กำกับได้ใจพวกผมและชาวบ้าน เราเต็มที่สำหรับผู้กำกับคนนี้ ตำรวจไม่ต้องจัดการหรอก เรื่องยาเสพติดที่แพร่ระบาดในชุมชนน่ะ เดี๋ยวพวกเราจะรวมตัวกันจัดการให้เอง” เสียงของชาวบ้านคนเดิมที่เคยเกลียดชังเปลี่ยนไปเพียงเพราะการแสดงให้เห็นอย่างเป็นรูปธรรมของความจริงใจที่หัวหน้าสถานีตำรวจให้เกียรติและให้ความสำคัญกับชาวบ้านที่ถูกทอดทิ้งมานาน !!!