
เร่งมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ
07 เม.ย. 2558
เร่งมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ : บทบรรณาธิการ 7 เม.ย. 58
ปมปัญหาเศรษฐกิจ ที่รัฐบาลภายใต้การนำของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี กำลังขบคิดอย่างหนักอยู่ขณะนี้ เห็นจะหนีไม่พ้น เรื่องการส่งออกและการกระตุ้นการบริโภคภายในประเทศ ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล รองนายกรัฐมนตรี ได้แสดงความห่วงใยต่อสถานการณ์การส่งออกที่มีสัดส่วนต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ(จีดีพี) ประมาณ 56% ว่า ถ้าหากการส่งออกติดลบย่อมกระทบต่อความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างแน่นอน ที่ผ่านมา การส่งออกของไทยชะลอตัวอย่างต่อเนื่องติดต่อกันมาแล้ว 3-4 ปี ซึ่งหากการส่งออกติดลบ 3% จะกระทบต่อการเติบโตของเศรษฐกิจ 1.6% เมื่อเป็นเช่นนี้ ภาครัฐจึงต้องใช้ความพยายามอย่างเต็มที่ในการผลักดันให้เศรษฐกิจเติบโตต่อไปได้ ด้วยการส่งเงินเข้าระบบ ผ่านการลงทุนภาครัฐ ซึ่งนับตั้งแต่เดือนมกราคม จนถึงมีนาคม 2558 ถือว่าดีขึ้นชัดเจนเมื่อเทียบกับเดือนตุลาคม ถึงธันวาคมปีที่แล้ว
ปัญหาการส่งออกของประเทศไทยเริ่มชะลอตัวลงเรื่อยๆ ใกล้จะเป็นมหากาพย์เข้าไปทุกทีแล้ว เพราะรากเหง้าของเรื่องจริงๆ ไม่ได้มาจากปัญหาภาวะซบเซาของตลาดการค้าใหญ่ๆ ของไทยเท่านั้่น หากแต่ตัวสินค้า และเทคโนโลยีที่ค่อนข้างล้าหลังต่างหากที่ทำให้ตลาดเริ่มตีบตัน ซึ่ง ม.ร.ว.ปรีดิยาธรบอกว่า กลยุทธ์ของรัฐบาลคือ การเปลี่ยนไลน์การส่งเสริมอุตสาหกรรมใหม่ สิ่งไหนที่ผลิตแล้วขายไม่ได้ก็จะหยุดส่งเสริม แล้วหันมาเน้นตัวใหม่ ในเรื่องนี้่ พล.อ.ประยุทธ์เองก็ทราบดีว่าจะต้องเร่งแก้ไข โดยเฉพาะการปฏิรูประบบการศึกษาของชาติเพื่อให้สามารถตอบสนองต่อเทคโนโลยีใหม่ หรือสามารถสร้างนวัตกรรมขึ้นทดแทนสินค้าที่เป็นของโบราณไปแล้ว นั่นหมายถึงว่า รัฐบาลจะต้องบูรณาการหลายกระทรวงที่เกี่ยวข้อง ลงมือยกเครื่องสร้างคนคุณภาพใหม่ขึ้นมา เพื่อให้ก้าวทัน หรือล้ำหน้าการบริโภคในระดับโลกให้ได้โดยเร็วที่สุดไม่ว่าจะเป็น 10-20 ปีก็ตาม เพราะถ้ายังมัวกอดเข่าจับจดอยู่อย่างนี้ อนาคตเศรษฐกิจไทยมีแต่มืดมน
กระนั้นก็ตาม การจะผลักดันนโยบายสำคัญใดๆ ออกไปและให้ทุกฝ่ายเดินไปในทิศทางเดียวกัน รัฐบาลจะต้องมีความชัดเจนว่าจะเน้นหนักและทุ่มเทเพื่อการแข่งขันในโลกของทุนนิยม ซึ่งจำเป็นอยู่เองที่จะต้องปรับทุกองคาพยพให้สอดรับการแข่งขันในระดับนานาชาติ พร้อมๆ กับการประกาศนโยบายใหม่ๆ ในอันที่จะผลักดันให้สินค้าที่สนองตอบต่อตลาดโลกในยุคนี้หรือยุคหน้าได้ดี ไม่ว่าจะเป็นรถยนต์ประเภทไฮบริด สินค้าอิเล็กทรอนิกส์ ที่เน้นในเรื่องของหน่วยปฏิบัติการ หรือไมโครชิพ แทนการผลิตตัวเรือนหรือตัวถัง ซึ่งต้องนำเข้าโนว์ฮาวจากประเทศที่เป็นเจ้าของนวัตกรรม ที่เสาะหาแหล่งแรงงานราคาถูก และหลบเลี่ยงการทำลายสภาพแวดล้อมของประเทศตนเอง ฯลฯ แต่ถ้ารัฐบาลยังละล้าละลังระหว่างเดินหน้าต่อสู้ในระบบทุน กับยืนอยู่ในจุดอนุรักษนิยม อนาคตการส่งออกของไทยก็จะมีแต่ทรุด
เรื่องความชัดเจนของรัฐบาลอีกเช่นกัน ที่จะเป็นตัวชี้วัดว่า แผนงานกระตุ้นเศรษฐกิจจากภาครัฐสัมฤทธิผลหรือไม่ ทั้งนี้ต้องไม่ลืมว่า ที่ผ่านมา รัฐบาลของ พล.อ.ประยุทธ์พยายามหลีกเลี่ยงที่จะใช้นโยบายประชานิยม ซึ่งถึงกับจำกัดความว่าเป็น พ่อของระบบอุปถัมภ์ อีกทั้งการทุจริตโครงการรับจำนำข้าวทุกเมล็ด ก็เป็นเครื่องบ่งชี้ให้ฝ่ายบริหารออกห่างจากประชานิยมให้มากที่สุด แต่กระน้้น ถ้าหากรัฐบาลชัดเจนในนโยบายทุน และมองเห็นความจำเป็นที่จะต้องใช้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ ในระยะสั้น มาตรการต่างๆ ที่จะส่งเม็ดเงินถึงมือประชาชนควรจะต้องคลอดออกมาโดยเร็วที่สุด และปฏิรูปสินค้าส่งออกให้ได้ในระยะยาว



