
บทพิสูจน์อำนาจสร้างสรรค์
บทพิสูจน์อำนาจสร้างสรรค์ : บทบรรณาธิการประจำวันที่ 3 เมษายน 2558
ตามคำสั่งที่ 3/2558 ของหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) ตามมาตรา 44 รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยฉบับชั่วคราว 2557 ที่ประกาศออกมาเมื่อค่ำวันที่ 1 เมษายน ที่ผ่านมา อันเป็นที่ทราบกันมาก่อนหน้าว่า ตามเจตนาของหัวหน้าคสช.คือ เมื่อต้องยกเลิกการประกาศใช้กฎอัยการศึกตามข้อเรียกร้อง ก็มีความจำเป็นที่จะต้องมีมาตรการดำเนินการกับการกระทำอันเป็นการบ่อนทำลายความสงบเรียบร้อย ความมั่นคงของชาติ การฝ่าฝืนประกาศหรือคำสั่งของคสช. และการกระทำความผิดตามกฎหมายว่าด้วยอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียม อาวุธปืน ซึ่งคุกคามความสงบเรียบร้อย และความมั่นคงของชาติ ก่อให้เกิดประเด็นที่สังคมกำลังจับจ้องคือ คำสั่งที่ออกมานี้ จะเข้าลักษณะหนีเสือปะจระเข้ หรือเป็นการเปิดทางให้หัวหน้าคสช.ได้ใช้อำนาจได้อย่างกว้างขวางมากกว่ากฎอัยการศึกหรือไม่
พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคสช. ยืนยันหลายครั้งว่า การใช้อำนาจนี้จะเป็นไปอย่างสร้างสรรค์และไม่ได้มีจุดมุ่งหมายเพื่อกลั่นแกล้งใคร ซึ่งนายกรัฐมนตรีก็ได้แสดงให้เป็นที่ประจักษ์ อย่างเช่น การออกคำสั่งในการบริหารจัดการปัญหาเกี่ยวกับสิทธิการบินของ 4 สายการบินในประเทศไทย แก้ปัญหาสลากกินแบ่งรัฐบาลขายเกินราคา ดำเนินการกับการบุกรุกทำลายป่าและทรัพยากรธรรมชาติ ฯลฯ หากแต่สิ่งสำคัญที่จะต้องพิจารณาต่อไปว่า การให้อำนาจตามคำสั่งที่ 3/2558 ใน 4 ฐานความผิดต่อไปนี้่จะเป็นไปอย่างสร้างสรรค์ไม่กลั่นแกล้งใครหรือไม่ คือ 1.คดีความผิดเกี่ยวกับสถาบัน 2.คดีความมั่นคง 3.คดีที่เกี่ยวกับอาวุธปืนและอาวุธสงคราม และ 4.กรณีฝ่าฝืนประกาศหรือคำสั่ง คสช. รวมทั้งการให้อำนาจเจ้าพนักงานรักษาความสงบเรียบร้อยออกคำสั่งห้ามการเสนอข่าวการจำหน่ายหรือทำให้แพร่หลายซึ่งหนังสือ สิ่งพิมพ์ หรือสื่ออื่นใด และกำหนดโทษจำคุกและปรับเอาไว้ด้วย ซึ่งก็กำลังเป็นปัญหาว่า จะกระทบต่อสิทธิเสรีภาพของสื่ออันหมายถึงประชาชนโดยรวมด้วยหรือไม่เช่นกัน
ในความเป็นจริงของประเทศไทย ณ สถานการณ์ก่อนวันที่ 2 พฤษภาคม 2557 ที่ทหารเข้ายึดอำนาจการปกครองนั้น ถือได้ว่าล่อแหลมต่อความมั่นคงเป็นอย่างยิ่ง การใช้อำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาดผ่านกฎอัยการศึก ก็มีความจำเป็นต่อบางกรณีเพื่อการระงับยับยั้งอย่างทันท่วงที หากแต่เมื่อเวลาได้ล่วงเลยมานานถึง 10 เดือนแล้วนี้ จึงมีคำถามว่า คสช.และรัฐบาลยังต้องใช้กฎหมายเบ็ดเสร็จให้มากยิ่งขึ้นหรืออย่างน้อยก็เท่าเดิมหรือไม่ ซึ่งในมุมมองของคสช.และรัฐบาล ย่อมต้องยืนยันว่า สถานการณ์ยังไม่เอื้ออำนวยให้ปล่อยวาง ตรงกันข้ามกับกลุ่มผู้มีส่วนได้เสียทางการเมือง ทั้งที่ในความเป็นไปนั้น ย่อมจะมีความจริงอยู่หนึ่งเดียว ทั้งใน 4 ฐานความผิดดังกล่าวมา โดยวิถีแห่งการปกครองทั่วไปแล้ว จะต้องพิสูจน์กันในกระบวนการยุติธรรม ไม่ใช่ตัดสินกันด้วยข้อมูล ความเชื่อ ทัศนคติของใครคนใดคนหนึ่ง
การใช้อำนาจเบ็ดเสร็จอย่างสร้างสรรค์ ไม่กลั่นแกล้งใครนั้น นับเป็นเรื่องละเอียดอ่อน ท้าทายความอดทนของหัวหน้าคสช.เป็นอย่างยิ่ง แม้ว่า ที่ผ่านมาพล.อ.ประยุทธ์ได้แสดงให้เห็นแล้วว่า หลายเรื่องเป็นแค่คำขู่อย่างเช่นคำ "ประหารชีวิต ปิดหนังสือพิมพ์" ในทางกลับกัน พล.อ.ประยุทธ์ยังแสดงให้เห็นถึงความรวดเร็วในการตัดสินใจใช้มาตรา 44 กับกรณีการเยียวยาแก้ไขปัญหาได้อย่างเหมาะสมในหลายเรื่องไปแล้วก็ตาม หากแต่การตัดสินใจใช้อำนาจอย่างสร้างสรรค์ โดยคนคนเดียว หรือคณะเดียวนั้น แม้จะเป็นเรื่องด้านบวก ก็ยังสุ่มเสี่ยงว่า จะเป็นการตัดสินใจที่ผิดพลาดซ้ำขาดความรับผิดชอบหรือไม่ และนี่คือจุดด้อยของการใช้อำนาจเบ็ดเสร็จในการบริหารจัดการ ซึ่ง พล.อ.ประยุทธ์จะต้องใช้ "ดาบสองคม" ที่ได้มานี้อย่างรอบคอบรอบด้านให้มากที่สุด เพราะไม่ว่าผลจะออกมาบวกหรือลบ ก็หาใช่กระทบต่อ พล.อ.ประยุทธ์ เพียงลำพัง



