คอลัมนิสต์

กระตุ้นศก.ระยะสั้นจำเป็น?

กระตุ้นศก.ระยะสั้นจำเป็น?

02 เม.ย. 2558

กระตุ้นศก.ระยะสั้นจำเป็น? : บทบรรณาธิการประจำวันที่ 2 เม.ย.2558

             รัฐบาลได้พยายามเดินหน้าตามโรดแม็พที่กำหนดไว้ทั้งในเรื่องการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่และการปฏิรูปด้านต่างๆ ของประเทศ ซึ่งเป็นเรื่องปกติที่ความเห็นต่างหรือสนับสนุนต่างก็มีขึ้นได้ แต่การอธิบายความหรือชี้แจงก็ต้องเป็นไปเพื่อประโยชน์ส่วนรวมและแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นในอดีตรวมทั้งต้องสร้างความปรองดองให้เกิดขึ้น จึงไม่ง่ายเลยในท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจที่กำลังซบเซาและกลายเป็นปัญหาอีกประการที่สำคัญซึ่งรัฐบาลต้องหาหนทางว่าจะทำอย่างไรให้เศรษฐกิจเดินหน้าไปได้ในจุดที่เหมาะสม เพราะไม่ใช่แต่เมืองไทยเท่านั้นแต่ประเทศต่างๆ ในโลกต่างก็ประสบปัญหาเศรษฐกิจชะลอตัวหรือตกต่ำลงด้วยกันทั้งนั้น อยู่ที่ว่านโยบายการกระตุ้นเศรษฐกิจจะดำเนินแตกต่างกันไปอย่างไรและได้ผลตามคาดหมายหรือไม่

             รัฐมนตรีกระทรวงการคลังได้พูดถึงธุรกิจอุตสาหกรรมที่เริ่มมีการปลดหรือลดจำนวนคนงาน ซึ่งถือเป็นสถานการณ์ที่น่าเป็นห่วง แต่ก็เป็นเรื่องลดกำลังการผลิตลดต้นทุนการจ้างแรงงานลงตามยอดขายที่ลดลง ซึ่งสะท้อนจากตัวเลขการส่งออกที่ลดลงต่อเนื่อง และกำลังซื้อในประเทศที่ยังไม่ฟื้นตัว พร้อมมีมุมมองว่าสถานการณ์ตอนนี้ไม่ควรมีมาตรการกระตุ้นการบริโภคเพิ่มเติม เพราะปัญหาหนี้ครัวเรือนสูงขึ้นมาก ถึงขนาดมีสัดส่วนถึง 80% ของจีดีพี หรือผลิตภัณฑ์มวลรวมของประเทศ ถือว่ามากสุดในรอบ 7 ปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะโครงการประชานิยมก่อนหน้านี้เป็นปัจจัยหนึ่งที่กระตุ้นให้เกิดการสร้างหนี้ครัวเรือน ดังนั้น ทิศทางจากนี้ไปมุ่งเน้นกระตุ้นเศรษฐกิจด้วยการลงทุนและการส่งออกไม่ใช่กระตุ้นการบริโภค

             การขยายตัวของหนี้ภาคครัวเรือนในอีกมิติหนึ่งเป็นการสะท้อนถึงการเติบโตของเศรษฐกิจและการเข้าถึงแหล่งเงินทุนที่เพิ่มขึ้นของภาคครัวเรือนได้เช่นกัน แต่ควรอยู่ในระดับที่เหมาะสมช่วยรักษาระดับการบริโภคให้อยู่ในระดับสมดุลเช่นกัน หากการก่อหนี้ขยายตัวเร็วและมากกว่าการขยายตัวของรายได้ก็มีความเสี่ยงต่อการก่อหนี้เกินตัวได้ หากเศรษฐกิจชะลอตัวลงรวดเร็วและการว่างงานมีสูงขึ้นย่อมส่งผลต่อรายได้ภาคครัวเรือนที่ลดระดับการบริโภคลงและส่งผลเสียต่อระบบเศรษฐกิจเป็นระยะเวลานานได้  ดังนั้น การที่รัฐบาลวางมาตรการเพื่อหลีกเลี่ยงความเสี่ยงจึงถือเป็นความรอบคอบ อย่างไรก็ตามแม้รัฐบาลไม่จำเป็นต้องสนใจคะแนนเสียงเหมือนรัฐบาลจากการเมืองแต่แนวทางเติบโตเศรษฐกิจก็ยังมีความจำเป็น

             ขณะที่ภาคเอกชนในเรื่องการลงทุนน่าจะชะลอตัว ส่วนการส่งออกก็น่าจะเติบโตหรือขยายตัวไม่ดีเท่าที่ควร ด้านราคาผลผลิตทางการเกษตรก็ยังตกต่ำ ส่วนภาครัฐไม่สามารถจัดเก็บภาษีได้ตรงตามเป้าหมาย แต่การนำเม็ดงบใส่ระบบเพื่อให้เศรษฐกิจขับเคลื่อนยังควรต้องดำเนินการให้เกิดผล และอาจยิ่งต้องปรับเพิ่มเม็ดเงินภาครัฐที่อัดเข้าสู่ระบบผ่านโครงการขนาดใหญ่ให้มากขึ้นและรวดเร็วด้วย แต่ก็อาจจะเห็นผลช้ากว่าที่ต้องการ ดังนั้นสิ่งที่รัฐบาลควรหันมาพิจารณาควบคู่คือมาตรการระยะสั้น เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจได้อย่างรวดเร็ว โดยศึกษาแนวทางของประเทศต่างๆ ที่ส่งผลต่อเศรษฐกิจระยะสั้นภายใน 3 เดือน เพราะรัฐบาลต้องไม่ลืมว่าปากท้องมีปัญหายิ่งกระทบเสถียรภาพและความเชื่อมั่นของรัฐบาลด้วย