คอลัมนิสต์

สมานฉันท์และสันติวิธีแก้คดีรกศาล

สมานฉันท์และสันติวิธีแก้คดีรกศาล

01 เม.ย. 2558

สมานฉันท์และสันติวิธีแก้คดีรกศาล : กระดานความคิด โดยสำราญ สมพงษ์ นิสิตปริญญาโทสันติศึกษา มจร

              วันที่ 31 มีนาคม พ.ศ.2558 ได้เดินทางไปที่ศาลอาญารัชดาภิเษก เพื่อเป็นพยายานในคดีหมิ่นประมาทจากการปฏิบัติหน้าที่ ต้องยอมรับว่ารอที่จะเข้าเบิกความนานพอสมควร แต่ก็ไม่คิดมากอะไรเพราะถือว่าเป็นการศึกษางานจากการที่ได้เรียนปริญญาโทหลักสูตรสันติศึกษา ที่มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย (มจร) และกำลังเปิดรับสมัครรุ่นที่ 3 อยู่ขณะนี้ และได้ทราบว่าเป็นหลักสูตรที่ทางสำนักงานศาลยุติธรรมร่วมมือกับ มจร ด้วยเช่นเดียวกัน

              เมื่อเวลาเที่ยวผ่านไปก็ยังไม่ได้เข้าเบิกความพักเที่ยงแล้วนัดพิจารณาต่อช่วงบ่าย จึงถือโอกาสใช้บริการข้าวมื้อกลางวันที่ร้านสวัสดิการศาลยุติธรรม ทำให้รู้สึกอยู่ท่ามกลางนักกฎหมาย อยู่ท่ามกลางผู้ชี้ถูกผิด ขณะเดียวกันก็อยู่ท่ามกลางผู้แพ้และผู้ชนะ ประกอบกับช่วงที่รอเบิกความได้เห็นบรรยากาศแห่งความสุขและความทุกข์ปะปนกันไปทำให้รู้สึกว่า ทำไมหนอมนุษย์ถึงทำความผิดทั้งๆที่ต้องประสบกับชะตากรรมเช่นนี้

              หลังจากทานข้าวเสร็จกลับขึ้นไปที่ห้องพิจารณาคดี ได้เห็นบรรกาศบริเวณชั้นล่างของศาลอาญาได้มีการตั้งบอร์ดโดยระบุถึงพระบรมราโชวาทพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ความว่า "ถ้าเราเอาแต่ชนะ มันก็ต้องมีแพ้ แต่ถ้าเราปรองดองกัน มีแต่ชนะไม่มีแพ้"

              และข้อความของศูนย์ประนอมข้อพิพาทว่า "ไกล่เกลี่ยข้อพิพาท เปิดโอกาสเจรจา สมานฉันท์แก้ปัญหา ทุกข์ร้อนประชาคลี่คลาย"

              สมดังพุทธภาษิตที่ว่า "ผู้แพ้ย่อมนอนเป็นทุกข์ ผู้ชนะย่อมก่อเวร ผู้ไม่ชนะและแพ้ย่อมนอนเป็นสุข"

              ช่วงที่รอเบิกความจึงได้เข้าไปพบเจ้าหน้าที่ศูนย์ประนอมข้อพิพาทและศูนย์สมานฉันท์และสันติวิธี เพื่อขอรายละเอียดเกี่ยวกับทั้ง 2 ศูนย์เพื่อสร้างความคุ้นเคย

              ความจริงแล้วโดยกระบวนการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทนอกศาลนั้นมีใช้ในต่างประเทศมานานแล้ว และเพิ่งเริ่มนำมาประยุกต์ใช้ในกระบวนการยุติธรรมของไทยเดือนกันยายน พ.ศ.2544  ปี 2546 มีการออกเป็นระเบียบศาลอาญา ปี 2548 มีการแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา จึงเป็นที่มาของศูนย์ 2 ทั้งแห่งดังกล่าว และทุกวันนี้จะมีการนัดประนีนอมระงับข้อพิพาท

              องค์คณะในการทำหน้าที่ประนีนอมตามเอกสารของศูนย์ประนอมข้อพิพาทระบุว่า คือบุคคลภายนอกที่มีความรู้ความสามารถและมีประสบการณ์ในสาขาอาชีพต่างๆ ซึ่งเป็นผู้ผ่านการสอบคัดเลือกตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนดและได้รับการแต่งตั้งจากอธิบดีผู้พิพากษาศาลอาญาให้ทำหน้าที่เป็นผู้ประนีประนอมในคดีนั้นๆ

              กระบวนการสร้างความสมานฉันท์และสันติวิธีมีแนวปฏิบัติดังนี้ แยกคน คือ แยกผู้พิพากษาที่ทำหน้าที่สมานฉันท์ออกจากผู้พิพากษาที่พิจารณาคดี แยกสำนวน คือ จัดให้มีการแยกสำนวนสมานฉันท์ออกจากสำนวนเดิม แยกห้อง คือ จัดให้มีห้องสมานฉันท์แยกต่างหากจากห้องพิจารณาคดีมีลักษณะเป็นห้องประชุมผู้พิพากษา อัยการและทนายความจะไม่สวมชัดครุย ทั้งนี้เพื่อให้เกิดความเข้าใจ เข้าถึง พัฒนา สะดวก รวดเร็ว ประหยัด เป็นธรรม พึงพอใจ

              ทำให้เกิดความภูมิใจเล็กๆที่ได้เรียนปริญญาโทหลักสูตรสันติศึกษา มจร โดยเฉพาะมีเนื้อหาหลักการประนีประนอมเชิงพุทธ คงจะได้มีโอกาสทำหน้าที่ไกล่เกลี่ยข้อพิพาทบ้างให้สมดังพระบรมราโชวาทดังกล่าว