คอลัมนิสต์

กฎหมาย‘พิเศษ’

กฎหมาย‘พิเศษ’

01 เม.ย. 2558

กฎหมาย‘พิเศษ’ : ขยายปมร้อน โดยอรรถยุทธ บุตรศรีภูมิ สำนักข่าวเนชั่น

              นาทีนี้คงไม่มีเรื่องอะไรที่ร้อนแรงไปกว่า "มาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว 2557" ร้อนแรงเพราะเนื้อหาของตัวมันเองที่ให้อำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาดกับ “หัวหน้าคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ” 

              ทั้งนี้ เพราะเนื้อหาของมาตราดังกล่าวเขียนชัดว่า "ในกรณีที่หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติเห็นเป็นการจําเป็นเพื่อประโยชน์ในการปฏิรูปในด้านต่างๆ การส่งเสริมความสามัคคีและความสมานฉันท์ของประชาชนในชาติ หรือเพื่อป้องกัน ระงับ หรือปราบปรามการกระทําอันเป็นการบ่อนทําลายความสงบเรียบร้อยหรือความมั่นคงของชาติ ราชบัลลังก์ เศรษฐกิจของประเทศ หรือราชการแผ่นดิน ไม่ว่าจะเกิดขึ้นภายในหรือภายนอกราชอาณาจักร ให้หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ โดยความเห็นชอบของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ มีอํานาจสั่งการ ระงับยับยั้ง หรือกระทําการใดๆ ได้ ไม่ว่าการกระทํานั้นจะมีผลบังคับในทางนิติบัญญัติ ในทางบริหาร หรือในทางตุลาการ และให้ถือว่าคําสั่งหรือการกระทํา รวมทั้งการปฏิบัติตามคําสั่งดังกล่าว เป็นคําสั่ง หรือการกระทํา หรือการปฏิบัติที่ชอบด้วยกฎหมายและรัฐธรรมนูญนี้และเป็นที่สุด ทั้งนี้ เมื่อได้ดําเนินการดังกล่าวแล้ว ให้รายงานประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติและนายกรัฐมนตรีทราบโดยเร็ว”

              เมื่อบัญญัติเช่นนี้จึงแปลความได้ว่า หากหัวหน้า คสช.ใช้อำนาจนี้ก็จะเป็นคนที่มีอำนาจเหนือกว่าอำนาจใดๆ และอยู่เหนือสามอำนาจหลักคือ “บริหาร-นิติบัญญัติ-ตุลาการ” ซ้ำยังอยู่เหนือหลักใดๆ อีกด้วย

              ทำให้มีคนนำไปเทียบกับ มาตรา 17 ของ “ธรรมนูญการปกครองปี 2502” สมัย “สฤษดิ์ ธนะรัชต์” ที่ระบุว่า "ในระหว่างที่ใช้ธรรมนูญนี้ ในกรณีที่นายกรัฐมนตรีเห็นสมควรเพื่อประโยชน์ในการระงับหรือปราบปรามการกระทำอื่นเป็นการบ่อนทำลายความมั่นคงของราชอาณาจักรหรือราชบัลลังก์ หรือการกระทำอันเป็นการบ่อนทำลายก่อกวน หรือคุกคามความสงบที่เกิดขึ้นภายในหรือมาจากภายนอกราชอาณาจักรให้นายกรัฐมนตรีโดยมติของคณะรัฐมนตรีมีอำนาจสั่งการหรือกระทำการใดๆ และให้ถือว่าคำสั่ง หรือการกระทำเช่นว่านั้น เป็นคำสั่งหรือการกระทำที่ชอบด้วยกฎหมาย เมื่อนายกรัฐมนตรีได้สั่งการหรือกระทำการใดไปตามความในวรรคก่อนแล้วให้นายกรัฐมนตรีแจ้งให้สภาทราบ”

              และในสมัยนั้นมีการใช้มาตราดังกล่าวประหารชีวิตคนไป 11 คน จึงไม่แปลกว่าทันทีที่มีข่าวว่ารัฐบาลจะใช้รัฐธรรมนูญมาตรานี้มาทดแทนหากกฎอัยการศึกถูกยกเลิก จะทำให้หลายคนหวาดกลัวว่าสิ่งที่จะนำมาใช้นั้นน่ากลัวกว่ากฎอัยการศึกหรือไม่

              ตามที่เข้าใจกันรัฐบาลยอมเลิกกฎอัยการศึกก็เพื่อผ่อนคลายแรงกดดันจากต่างชาติ ซึ่งสิ่งที่ฝ่ายกดดันจะดูนั้นมิใช่เพียงชื่อกฎหมาย หากแต่เป็นสาระของการใช้กฎหมาย และอำนาจที่กฎหมายฉบับนั้นกำหนดไว้ หากกฎหมายใหม่บัญญัติเท่าเดิมหรือหนักกว่าเดิม ก็แปลว่าไม่มีความหมายหรือมีอะไรที่ดีขึ้น ซ้ำประชาชนจะถูกละเมิดหนักขึ้นเสียอีก

              แต่หากเป็นไปตามที่คนในรัฐบาลกล่าวอ้าง ก็ยังไม่น่ากลัวขนาดนั้น เพราะจะออกในลักษณะเป็นกฎหมายที่ใช้แทนกฎอัยการศึก ไม่ใช่เป็นการใช้คำสั่งเรียกตัวหรือคุมขังโดยตรงตามมาตรา 44 ซึ่งโดยสาระสำคัญน่าจะมีการผ่อนคลายหลายๆ เรื่อง

              นี่จึงน่าจะเป็นการใช้ “เชิงสร้างสรรค์” อย่างที่ “พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา” หัวหน้า คสช. ระบุเอาไว้

              และเหมือนความโชคดีบนความโชคร้ายจากกรณีกรมการบินพลเรือนไทยตกมาตรฐานการบินของไอซีเอโอ แง่หนึ่งรัฐบาลต้องเข้ามาแก้ปัญหา และแง่หนึ่งรัฐบาลได้ใช้โอกาสนี้แสดงศักยภาพของ “มาตรา 44” เป็นการเรียกความนิยมและโชว์ว่าสามารถใช้ในทางบวกได้เช่นกัน

              สอดประสานกับเสียงผู้สนับสนุนของรัฐบาลที่พยายามชี้ให้เห็นว่าแม้มีอำนาจล้นฟ้าก็เชื่อว่า ผู้ใช้ “มาตรา 44” จะไม่เดินตามรอย ผู้ใช้ “มาตรา 17”

              อย่างไรก็ตาม ต้องยอมรับว่ามาตรานี้ยังมีปัญหาอย่างยิ่ง จริงอยู่แม้วันนี้ผู้ใช้อำนาจจะยังใช้อำนาจในทางบวก แต่ก็ไม่มีอะไรการันตีว่าผู้ใช้อำนาจนี้จะไม่ใช้ในทางลบ เพราะอำนาจนี้เป็นอำนาจที่เบ็ดเสร็จ ปราศจากการตรวจสอบ

              และในประวัติศาสตร์ก็มีให้เห็นมานักต่อนักว่าใครที่ถืออำนาจเบ็ดเสร็จในมือเช่นนี้สุ่มเสี่ยงต่อการก้าวสู่ด้านมืดมากขนาดไหน เอาเข้าจริงแล้วแม้แต่ “นายกรัฐมนตรีที่มาจากการเลือกตั้ง” ก็ไม่ควรมีอำนาจมหาศาลเช่นนี้

              แต่เมื่อนาทีนี้ถือเป็นสถานการณ์พิเศษ จึงหวังว่า “พล.อ.ประยุทธ์” จะรู้ดีถึงความเสี่ยงของอำนาจที่มีในมือ และรีบปล่อยออกมาเข้าสู่สภาวะปกติให้เร็วที่สุด

              ที่สำคัญกว่านั้น ต้องไม่ทำให้คนไทยรู้สึกเสพติด “กฎหมายพิเศษ” เพราะไม่เช่นนั้นแล้วในวันข้างหน้าเราจะไม่สามารถแก้ไขปัญหาด้วยกฎหมายปกติได้เลย