คอลัมนิสต์

สายตรวจตมอ.:สายตรวจจากงานวิจัย

สายตรวจตมอ.:สายตรวจจากงานวิจัย

01 เม.ย. 2558

สายตรวจตมอ.:สายตรวจจากงานวิจัย : โลกตำรวจ โดยผศ.ดร.ปนัดดา ชำนาญสุข

              ปฏิรูปตำรวจเพื่อให้ประชาชนได้อะไรที่ดีขึ้นกว่าในอดีตที่ผ่านมาจะเป็นความจริง หรือเป็นเพียงแค่ความฝัน? ยังคงต้องอดทนรอผลการตัดสินใจในการใช้อำนาจของผู้นำรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ที่ประกาศจุดยืนที่เน้นหนักเรื่อง การคืนความสุขให้แก่ประชาชน ถึงแม้ว่า ประเด็นของการปฏิรูปตำรวจอาจถูกมองในลักษณะที่บิดเบี้ยวโดยให้น้ำหนักอย่างมากกับการแก้ไขปัญหางานสอบสวนจนอาจลืมนึกถึงสิ่งที่สำคัญมากกว่า หรือไม่น้อยกว่างานสอบสวนเลยในโลกของตำรวจคือ การป้องกันปราบปราม หรือที่ชาวบ้านและตำรวจนิยมใช้คำเรียกว่า สายตรวจ

              เนื่องมาจาก งานสายตรวจเป็นงานเชิงป้องกันก่อนเหตุเกิด ซึ่งหากมีความเข้มแข็งแล้วนั้น จะสามารถลดภาระงานของงานสอบสวนลงไปได้อย่างมากและส่งผลให้งานสอบสวน รวมถึงงานสืบสวนเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นด้วย ดังนั้น การเสริมสร้างประสิทธิภาพในการทำงานระดับสถานีตำรวจที่แท้จริงโดยมีความต้องการและเป้าหมายของประชาชนเป็นตัวตั้งจึงควรจะเป็นการปรับปรุงและพัฒนาระบบงานสายตรวจที่จำเป็นต้องพิจารณางานอื่นๆ ของตำรวจร่วมด้วยอย่างบูรณาการเป็นองค์รวม มิใช่การวิเคราะห์งานแบบแยกส่วน

              แนวคิดตำรวจร่วมมวลชนลดอาชญากรรม (ตมอ.) เป็นแนวคิดในการป้องกันและลดอาชญากรรมที่สามารถทำให้คดีอาชญากรรมในพื้นที่เป้าหมายลดลงได้อย่างมีประสิทธิภาพ รวมถึงทำให้ประชาชนในพื้นที่มีทัศนคติและมีความรู้สึกที่ดีต่อตำรวจเป็นการตอบสนองนโยบายของ พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติคนปัจจุบันที่แสดงวิสัยทัศน์ไว้ตั้งแต่เริ่มรับตำแหน่งว่า พิทักษ์ชาติ ศาสน์ กษัตริย์ เป็นที่รักของประชาชน

              ตมอ. ทำให้ตำรวจเป็นที่รักตามภารกิจหน้าที่ในการป้องกันและลดอาชญากรรม มิใช่เพียงแค่การร้องรำ ทำเพลง สร้างความสนุกสนานในรูปแบบมวลชนสัมพันธ์แบบดั้งเดิมเท่านั้น และ ตมอ.ก็มิใช่การที่ตำรวจนำโดยมีชาวบ้านเป็นผู้ทำตามการสั่งการหรือการวางแผนงานของตำรวจ แต่ในหลักการ ตมอ.นั้น ตำรวจและมวลชนคือภาคีเครือข่ายในระดับความสัมพันธ์ฉันเพื่อนที่มีเป้าหมายลดอาชญากรรมเป็นหลักสำคัญ

              เมื่อปี พ.ศ.2553-54 พ.ต.อ.ธีรพล จินดาหลวง รองผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดชลบุรี (บก.ภ.จว.ชลบุรี) ได้ปฏิบัติงานในด้านการป้องกันอาชญากรรมโดยเข้าร่วมดำเนินโครงการวิจัยเชิงปฏิบัติการ เรื่อง การศึกษารูปแบบและวิธีการนำพลังมวลชนร่วมลดอาชญากรรม ซึ่งได้รับการสนับสนุนงบประมาณจาก สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) ปรากฏว่า ผลการดำเนินงานของ บก.ภ.จว.ชลบุรี เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและมีประสิทธิผลดีเยี่ยม กล่าวคือ

              1) สถิติอาชญากรรมที่เป็นเป้าหมายลดลง 2) ประชาชนมีส่วนร่วมอย่างแท้จริงในทุกขั้นตอน

              3) ผู้บริหารงานตำรวจทุกระดับตั้งแต่ระดับชั้นประทวนจนถึง ผบก. มีการทำงานเป็นทีม มีทัศนคติที่ดี และปฏิบัติงานตามโครงการอย่างมุ่งมั่น ต่อเนื่อง 4) ประชาชนมีความพึงพอใจในการร่วมกันทำงานกับตำรวจ

              5) ตำรวจทำงานร่วมกับประชาชนในการป้องกันอาชญากรรมอย่างมีความสุขและมีความภาคภูมิใจ และมีทัศนคติที่ดีต่อกัน 6) ประชาชนที่มาร่วมงานในการป้องกันอาชญากรรมกับตำรวจมีคุณสมบัติ ที่หลากหลายและเป็นทีมที่มีศักยภาพสูงในด้านต่างๆ

              สิ่งที่น่าสนใจคือ การนำผลงานวิจัยมากำหนดเป็นนโยบายทันทีที่รับตำแหน่งผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดฉะเชิงเทรา ซึ่งนับได้ว่าตอบโจทย์ของความคลางแคลงใจของภาคีเครือข่ายรวมถึงประชาชนที่ทำงานร่วมกับตำรวจที่ว่า โครงการดีๆ มักจะจบลงทันทีเมื่อถึงคราวแต่งตั้งโยกย้ายตำรวจ

              ก้าวต่อไปของผู้การแปดริ้วคงเป็นการพยายามทำให้ผู้ใต้บังคับบัญชาปรับเปลี่ยนวิธีคิดและวิธีการในการทำงานป้องกันและลดอาชญากรรมร่วมกับประชาชนด้วยความจริงใจ จริงจัง ต่อเนื่อง ทุ่มเท มิใช่ทำเพราะผู้บังคับบัญชาสั่งให้ทำ หรือทำเพียงแค่พอผ่านโดยมิได้ใส่หัวใจของผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ที่แท้จริง

              ดูเหมือนว่า จะเป็นเรื่องยาก แต่เรื่องเล่าจาก พ.ต.อ.ชาติพรรณ์ ศรีอภิรมย์ ผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรฉิมพลีที่ว่า “ตอนแรกไปพบประชาชนเขาบอกเลยว่าเขาไม่ชอบตำรวจ เขาพากันตั้งป้อมต่อต้านเลย คุยกันได้สักพักเขาบอกว่า ถ้าตำรวจจริงใจจริงๆ ก็ลองแก้ปัญหาให้พวกเขาดู ถ้าตำรวจสนใจเรื่องความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของพวกเขาตำรวจลองช่วยพวกเขาแก้ปัญหาที่พวกเขาทนมานาน 7 ปีให้ได้ เขาถึงจะเชื่อ” ผู้กำกับสถานีตำรวจภูธรฉิมพลี เล่าว่า ปัญหาที่ชาวมุสลิมในพื้นที่ฉิมพลีประสบอยู่คือ เรื่องไฟส่องสว่างจากเสาไฟฟ้าหน้ามัสยิดดับมานานกว่า  7 ปี ทำให้ย่านนั้นมืดและเสี่ยงต่อการเกิดอันตราย ไม่ปลอดภัยทั้งในเรื่องการจราจร และเสี่ยงต่อปัญหาอาชญากรรมต่างๆ หน่วยงานต่างๆ ไม่สามารถแก้ปัญหาได้เนื่องจากอ้างเขตรอยต่อจนไม่สามารถทราบแน่ชัดว่าหน่วยงานใดเป็นผู้มีหน้าที่รับผิดชอบโดยตรง

              ในที่สุด ตำรวจก็สามารถได้ใจของชาวมุสลิมที่ฉิมพลีด้วยการแก้ไขปัญหาไฟฟ้าดับได้ผลสำเร็จในเวลาอันรวดเร็ว “เผอิญตรวจท้องที่แล้วไปเจอช่างไฟฟ้า อุ้มมาเลย บอกมานี่ก่อน มาช่วยกันก่อน ชาวบ้านเขาบอกว่าเขาทนอยู่ในความมืดมา 7 ปีแล้ว มาช่วยกันก่อน” ผู้กำกับเล่าด้วยน้ำเสียงภาคภูมิใจและทำให้ผู้ฟังประทับใจในความพยายามของตำรวจที่จะช่วยชาวบ้าน ทั้งๆ ที่เรื่องไฟส่องสว่างไม่ใช่หน้าที่โดยตรงของตำรวจ

              แต่เรื่องราวที่ผู้กำกับสภ.ฉิมพลีเล่ามานี้สะท้อนให้เห็นว่า ตำรวจที่ประชาชนคาดหวังนั้น คือ ตำรวจที่ประชาชนหวังพึ่งในทุกๆ เรื่องจริงๆ และคงต้องย้อนกลับไปที่รัฐบาลว่าจะสนับสนุนตำรวจอย่างไรให้ตำรวจไทยมีความเข้มแข็งพอและพร้อมที่จะยืนหยัดเป็นที่พึ่งของประชาชน ซึ่งมิใช่เป็นที่พึ่งของผู้มีอำนาจทางการเมืองแต่เพียงฝ่ายเดียว