
ร่วมฝ่าฟันวิกฤติข้างหน้า
ร่วมฝ่าฟันวิกฤติข้างหน้า : บทบรรณาธิการประจำวันอังคารที่ 31 มีนาคม 2558
วงเสวนาโต๊ะกลมในหัวข้อ "ฝ่าวิกฤติ กำลังซื้อชะลอ" ซึ่งจัดขึ้นโดยหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมานี้ มีบทสรุปที่เป็นสัญญาณส่งถึงรัฐบาลโดยภาพรวมก็คือ สายธุรกิจที่มีบทบาทแนบแน่นอยู่กับผู้บริโภค และที่สามารถวัดลมหายใจเศรษฐกิจระดับรากหญ้ามองเห็นไปในทิศทางเดียวกันว่า รัฐบาลภายใต้การนำของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ยังไม่ได้ทำอีกหลายเรื่องเพื่อกระตุ้นกำลังซื้อ และการบริโภคภายในประเทศ อย่างเช่นการใช้มาตรการประชานิยมเพื่อให้เงินถึงมือประชาชนโดยเร็วที่สุด เพราะขณะนี้ปัญหาหนี้ครัวเรือนกำลังจะเป็นปัจจัยให้การจับจ่ายชะลอตัว และอาจจะหยุดลงในที่สุด ขณะที่รัฐบาลเองจะต้องลงทุนในโครงการขนาดใหญ่ให้เห็นเป็นรูปธรรม เช่น โครงการรถไฟทางคู่ ฯลฯ แม้ว่าจะเป็นรัฐบาลชั่วคราวที่มุ่งเน้นเรื่องการปฏิรูป แต่ก็สามารถดำเนินนโยบายด้านนี้ควบคู่ไปพร้อมกันได้
ขณะเดียวกัน นักวิเคราะห์เศรษฐกิจประเมินว่า เศรษฐกิจไทยในช่วงครึ่งปีหลัง แม้จะไม่ถึงกับอยู่ในภาวะวิกฤติ แต่ก็จะไม่ดีกว่าครึ่งปีแรก เพราะมีปัจจัยด้านการเมืองกดดันจากเรื่องการรับร่างรัฐธรรมนูญ ที่อาจจะเกิดปัญหาการแบ่งปันอำนาจไม่ลงตัว ซึ่งจะต้องติดตามต่อไปว่า ทุกฝ่ายจะยอมรับร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้หรือไม่ ซึ่งในขณะนี้ก็เริ่มมีสัญญาณ "แรงกดดัน" บ้างแล้ว อย่างเช่น ปฏิกิริยาจากสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ที่ออกมาค่อนข้างชัดเจนว่า จะไม่ยอมรับประเด็นที่มานายกรัฐมนตรี และสมาชิกวุฒิสภา ระบบการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งนายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ ประธานคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญให้ความเห็นถึงความวุ่นวายที่จะเกิดตามมาว่า ทั้งคณะกรรมาธิการและสปช.จะต้องร่วมกันรับผิดชอบ ถ้าหากรัฐธรรมนูญไม่ผ่าน แม่น้ำทั้งสองสายนี้ก็จะต้องตายไปพร้อมกัน
มองโดยรวมของสถานการณ์บ้านเมืองยามนี้ ทั้งการเมืองและเศรษฐกิจเป็นเสมือนศึกสองด้านรุมเร้ารัฐบาล หากแต่กระบวนการแก้ไขหรือคลี่คลายปัญหากลับตกหนักที่พล.อ.ประยุทธ์ ที่เป็นเสมือนศูนย์รวมของอำนาจทางการบริหารเอาไว้แต่เพียงผู้เดียว แนวทางการใช้มาตรา 44 ตามรัฐธรรมนูญชั่วคราวก็ดี การประชุมซูเปอร์บอร์ดชุดต่างๆ ก็ดี ก็สั่งการงานต่างๆ อีกมากมายหลายด้านก็ดี ล้วนสะท้อนให้เห็นว่า นายกรัฐมนตรีจะต้องลงมากำกับดูแล และติดตามงานแทบทุกเรื่อง นั่นก็หมายถึงความล่าช้าต่างๆ น่าจะเกิดจากระบบหรือกลไกที่จะขับเคลื่อนไม่อยู่ในสภาพ "ใช้งานได้" จนเกิดข้อสงสัยจากภาคเอกชนว่า ณ ปัจจุบันโครงการขนาดใหญ่ต่างๆ ได้ดำเนินการหรือยัง และไปถึงขั้นตอนไหนแล้ว ฯลฯ
มีบทวิเคราะห์อยู่เสมอๆ ว่า เรื่องปากท้องของประชาชนจะเป็นประเด็นสำคัญที่เข้ามาเป็นเงื่อนไขนำไปสู่แรงกดดันทางการเมืองต่อรัฐบาล ในสภาพการณ์ปัจจุบันที่คนรากหญ้าไม่มีกำลังจับจ่ายซื้อหา คนชั้นกลางหรือมนุษย์เงินเดือนที่มีรายได้ค่อนข้างดีกลับมีหนี้สินเพราะค่าใช้จ่ายในแต่ละเดือนมีมากมายจนชักหน้าไม่ถึงหลัง ขณะที่ผู้มีฐานะร่ำรวยกลับไม่กล้านำเงินออกมาลงทุน หรือไม่รู้ว่าจะลงทุนอะไรดี ล้วนคือความเป็นจริงที่จะต้องใช้มาตรการกระตุ้นโดยเร็วที่สุด การพบปะเพื่อนำเสนอข้อเท็จจริงโดยรวม พร้อมแสวงหาทางออกร่วมจึงน่าจะเป็นเวทีของการเตรียมรับมือของรัฐบาลและภาคส่วนต่างๆ ที่ดีที่สุด เพื่อไม่ให้สถานการณ์เดินไปสู่จุดดังที่มีผู้วิเคราะห์คาดการณ์



