คอลัมนิสต์

เสริมเขี้ยวเล็บ'จ่าเฉยอัจฉริยะ'กวดขันวินัยจราจร

เสริมเขี้ยวเล็บ'จ่าเฉยอัจฉริยะ'กวดขันวินัยจราจร

31 มี.ค. 2558

เสริมเขี้ยวเล็บ'จ่าเฉยอัจฉริยะ'กวดขันวินัยจราจร เน้นความปลอดภัยบนท้องถนน : สายตรวจระวังภัย โดยกติติพงษ์ มณีฤทธิ์

             หลายหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชนต่างสร้างสรรค์โครงการต่างๆในการรณรงค์สร้างจิตสำนึก และกวดขันวินัยจราจร เพื่อให้เกิดความปลอดภัยแก่ผู้ใช้รถใช้ถนน ซึ่งประเทศไทยติดอันดับ 1 ใน 3 ของโลกที่มีผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุบนท้องถนน โดยเฉพาะในพื้นที่กรุงเทพมหานครที่มีสภาพการจราจรคับคั่ง ด้วยเหตุนี้หุ่น "จ่าเฉย" จึงถูกนำมาตั้งไว้จุดต่างๆ สำหรับป้องปรามผู้ขับขี่รถไม่ให้กระทำผิด ลดอุบัติเหตุ และแบ่งเบาภาระของตำรวจจราจร เพราะไม่ว่าฝนตกหรือแดดออก จ่าเฉยยังคงยืนทำหน้าที่อยู่บริเวณคอสะพาน หรือสี่แยกไฟแดงต่างๆ อย่างไม่ขาดตกบกพร่อง

             ล่าสุดกองบังคับการตำรวจจราจร(บก.จร.) ร่วมกับ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) ทำการวิจัยปรับปรุงเสริมเขี้ยวเล็บให้แก่ "จ่าเฉยอัจฉริยะ" ให้สามารถวิเคราะห์ตรวจจับรถที่ “ฝ่าเส้นทึบ” หรือเบียดแทรกตามคอสะพาน พร้อมออกใบสั่งได้โดยอัตโนมัติ ในระบบที่เรียกว่า “จ่าเฉยอัจฉริยะพร้อมระบบออกใบสั่งอัตโนมัติ” แบ่งการทำงานหลักออกเป็น 2 ส่วน คือ ระบบวิเคราะห์รายละเอียดของรถยนต์ที่กระทำความผิดกฎจราจรโดยอัตโนมัติ และระบบออกใบสั่งอัตโนมัติ โดยระบบวิเคราะห์รายละเอียดฯ จะทำการรับภาพข้อมูลการกระทำผิดกฎจราจรจากระบบ “โพลิส อายส์”(Police Eyes) ตรวจจับรถที่เคลื่อนที่ทับเส้นทึบโดยอัตโนมัติ และบันทึกภาพถ่ายความละเอียดสูง พร้อมคลิปวิดีโอ เพื่อให้ตำรวจสามารถอ่านป้ายทะเบียนของรถแต่ละคันได้ ภาพจะถูกใช้เป็นข้อมูลนำเข้าของระบบวิเคราะห์รายละเอียดของรถที่กระทำผิด จากนั้นจะถูกส่งต่อไปให้ระบบออกใบสั่งอัตโนมัติเพื่อทำการสร้าง “ใบสั่ง” และรอให้เจ้าหน้าที่ตำรวจมาตรวจสอบความถูกต้องก่อนออกใบสั่ง “ข้อหาฝ่าฝืนเปลี่ยนช่องทางจราจรในเขตห้าม(เส้นทึบ)” กระบวนการทั้งหมดสารมารถทำได้ภายใน 1 นาที

             สำหรับระบบวิเคราะห์รายละเอียด ประกอบด้วย 1.ระบบอ่านป้ายทะเบียนรถ แบ่งเป็น 3 ส่วน คือ ส่วนค้นหาตำแหน่งของป้ายทะเบียนรถบนภาพ ส่วนค้นหาตำแหน่งของตัวอักษรและตัวเลขบนภาพป้ายทะเบียนรถ และส่วนเรียนรู้และจดจำตัวอักษรและตัวเลขของเครื่องคอมพิวเตอร์ ซึ่งอ่านเลขป้ายทะเบียนรถและจังหวัดได้ 2.ระบบอ่านยี่ห้อรถ แบ่งเป็น 2 ส่วน คือ ส่วนหาตำแหน่งของยี่ห้อรถ และส่วนบอกยี่ห้อของรถ ซึ่งจากการศึกษายี่ห้อรถยนต์ในประเทศไทย พบว่า มีอยู่ประมาณ 15 ยี่ห้อ และแบ่งเป็น 2 กลุ่ม โดยใช้รูปร่างของยี่ห้อเป็นเกณฑ์ในการแบ่งเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของระบบการอ่าน 3.ระบบอ่านประเภทรถ ใช้เทคนิคการหาลักษณะเด่น ซึ่งอาศัยความถี่ของทิศทางตามค่าเกรเดียนท์ภายในภาพ เพื่อจำแนกรถแต่ละประเภท 4.ระบบแยกแยะสีรถ รวม 12 สี คือ แดง ส้ม น้ำตาล เหลือง เขียว น้ำเงิน ม่วง ชมพู ขาว ดำ เทา และหลายสี

             ขณะที่ระบบออกใบสั่งอัตโนมัติประกอบด้วย 2 ส่วนหลัก คือ ระบบประมวลผลภาพ และระบบออกใบสั่งอัตโนมัติ โดยทีมวิจัยได้พัฒนาส่วนติดต่อสำหรับระบบตรวจจับการขับรถแทรกคอสะพานโดยอัตโนมัติ ซึ่งใช้ข้อมูลนำเข้าเป็นภาพถ่ายและคลิปวิดีโอไปค้นหาในฐานข้อมูลทะเบียนรถที่ บก.จร. เพื่อหาข้อมูลเกี่ยวกับ สี ประเภท ยี่ห้อของรถ ข้อมูลเจ้าของรถหรือผู้ครอบครอง และที่อยู่ของผู้ครอบครองรถเพื่อส่งใบสั่ง โดยขั้นตอนการชำระค่าใบสั่งนั้นสามารถตรวจสอบได้ในเว็บไซต์ของ บก.จร.ที่แนบมากับใบสั่ง หากไม่มาชำระภายใน 30 วัน จะออกหมายเรียก หากไม่มาตามหมายภายใน 30 วัน จะทำการอายัดหมายเลขทะเบียน ซึ่งจะทำให้ไม่สามารถต่อทะเบียนได้

             พล.ต.ต.อดุลย์ ณรงค์ศักดิ์ รอง ผบช.น. บอกว่า โครงการนี้ดำเนินการนำร่องที่บริเวณทางลงอุโมงค์ลอดใต้แยกสุทธิสาร ซึ่งมีปัญหาผิดกฎหมายสูงถึงวันละกว่า 500 ครั้ง และภายในเดือนเมษายนนี้ จะติดตั้ง 100 จุด ทั่ว กทม. เพื่อเป็นการกวดขันวินัยจราจร ลดอุบัติเหตุ และแก้ปัญหาจราจรติดขัดได้ ในอนาคตอาจมีการพัฒนาเพิ่มเติม เช่น ขับรถเร็วเกินกำหนด จอดรถในที่ห้ามจอด และขับขี่จักรยานยนต์ไม่สวมหมวกกันน็อก