คอลัมนิสต์

ฟังความทุกฝ่าย

ฟังความทุกฝ่าย

30 มี.ค. 2558

ฟังความทุกฝ่าย : บทบรรณาธิการประจำวันที่ 30 มีนาคม 2558

               มีกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางและต่อเนื่อง ทั้งที่คัดค้านและเห็นด้วย สำหรับแนวทางที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เตรียมที่จะยกเลิกการใช้กฎอัยการศึก แล้วใช้รัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว 2557 มาตราที่ 44 แทน โดยให้หัวหน้า คสช.ซึ่งก็คือนายกรัฐมนตรีนั่นเองใช้อำนาจที่จะมาทดแทนนี้โดยความเห็นชอบของ คสช. ทั้งนี้ พล.อ.ประยุทธ์ ได้มอบหมายให้นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรีดูแลการร่างระเบียบคำสั่งต่างๆ ที่จะออกมาบังคับใช้ต่อไป โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อลดแรงกดดันจากกลุ่มผู้เห็นต่างทางการเมืองและนานาชาติที่ต้องการให้ยกเลิกกฎอัยการศึก เพราะเป็นกฎหมายที่ให้อำนาจทหารเข้ากระทำการต่างๆ ได้ ทั้งที่อาจจะเป็นการลิดรอนสิทธิเสรีภาพของประชาชน

               สำหรับรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช 2557 มาตรา 44 บัญญัติไว้ว่า ในกรณีที่หัวหน้า คสช.เห็นเป็นการจำเป็นเพื่อประโยชน์ในการปฏิรูปในด้านต่าง ๆ การส่งเสริมความสามัคคีและความสมานฉันท์ของประชาชนในชาติ หรือเพื่อป้องกัน ระงับ หรือปราบปรามการกระทำอันเป็นการบ่อนทำลายความสงบเรียบร้อยหรือความมั่นคงของชาติ ราชบัลลังก์ เศรษฐกิจของประเทศ หรือราชการแผ่นดิน ไม่ว่าจะเกิดขึ้นภายในหรือภายนอกราชอาณาจักร ให้หัวหน้า คสช.มีอำนาจสั่งการระงับยับยั้ง หรือกระทำการใดๆ ได้ ไม่ว่าการกระทำนั้นจะมีผลบังคับในทางนิติบัญญัติ ในทางบริหาร หรือในทางตุลาการ และให้ถือว่าคำสั่งหรือการกระทำ รวมทั้งการปฏิบัติตามคำสั่งดังกล่าว เป็นคำสั่งหรือการกระทำ หรือการปฏิบัติที่ชอบด้วยกฎหมายและรัฐธรรมนูญนี้และเป็นที่สุด ทั้งนี้ เมื่อได้ดำเนินการดังกล่าวแล้ว ให้รายงานประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติและนายกรัฐมนตรีทราบโดยเร็ว

               ฝ่ายที่สนับสนุนให้พล.อ.ประยุทธ์ใช้มาตรา 44 เห็นว่า การใช้กฎอัยการศึกได้สร้างความหวาดกลัวให้แก่ต่างชาติเพราะทหารสามารถจับกุมคุมขังได้ 7 วัน โดยไม่ต้องนำตัวขึ้นศาล ทั้งยังให้ความคุ้มครองเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติหน้าที่ เมื่อหันมาใช้มาตรา 44 อย่างระมัดระวังแล้วก็จะทำให้นานาชาติพึงพอใจและเป็นผลดีในแง่ภาพลักษณ์ของประเทศ ส่วนฝ่ายคัดค้านเปรียบเทียบว่ากรณีนี้เสมือนหนีเสือปะจระเข้ เพราะมาตรา 44  แทบไม่ต่างไปจากมาตรา 17 ในสมัยจอมพลสฤษดิ์-จอมพลถนอม ที่ให้อำนาจหัวหน้า คสช.เอาไว้อย่างกว้างขวางครอบจักรวาลยิ่งกว่าการใช้กฎอัยการศึก ในทางกลับกัน แทนที่นานาชาติจะเห็นดีเห็นงามด้วย กลับจะยิ่งวิตกกังวลมากยิ่งขึ้น ที่สำคัญก็คือ มาตรา 44 ให้อำนาจหัวหน้า คสช.เอาไว้แบบลอยๆ ไม่มีขอบเขต และอาจจะเกิดการใช้อำนาจนั้นไปกระทบสิทธิเสรีภาพของประชาชนมากกว่าเดิมได้

               การแสดงความเห็นที่แบ่งออกมาเป็นสองฝ่ายดังกล่าวมานี้ ถือเป็นกรณีที่รัฐบาลและ คสช.ควรจะต้องเปิดใจกว้างรับฟังโดยรอบด้าน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเสียงท้วงติงจากฝ่ายที่ไม่เห็นด้วย ประกอบเข้ากับสถานการณ์ในปัจจุบันว่ามีความจำเป็นจะต้องใช้อำนาจพิเศษเพื่อควบคุมอยู่ต่อไปอีกหรือไม่ อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมานั้น การดำรงอยู่ของมาตรา 44 ในรัฐธรรมนูญชั่วคราวก็เหมือนกับเสือหลับ มีเพียงแค่บางครั้งบางคราวเท่านั้น ที่พล.อ.ประยุทธ์พูดขึ้นมาว่าจะใช้กฎหมายมาตรานี้ แต่ก็ไม่เคยได้ใช้ นั่นก็น่าจะเป็นการยอมรับโดยนัยอยู่แล้วว่า เป็นกฎหมายที่รุนแรงเกินไป ขณะที่ความพยายามจะเลิกใช้กฎอัยการศึกก็เหมือนยอมรับเช่นกันว่า มีแรงกดดันมากมาย นี่จึงเป็นกรณีที่พล.อ.ประยุทธ์ และคสช.จะสามารถพิจารณาในหนทางต่อไป จากนี้จะใช้กฎหมายอย่างไรเพื่อให้ได้รับการยอมรับจากทุกฝ่ายมากที่สุด