คอลัมนิสต์

อย่าทำงานตั้งรับมากไป

อย่าทำงานตั้งรับมากไป

26 มี.ค. 2558

อย่าทำงานตั้งรับมากไป : บทบรรณาธิการประจำวันที่26มี.ค.2558

                เหตุการณ์พายุฤดูร้อนที่ตกกระหน่ำในเขตกรุงเทพมหานครตั้งแต่ช่วงสายถึงเกือบเย็นของวันที่ 24 มีนาคม ที่ผ่านมา เป็นสิ่งสะท้อนให้เห็นถึงมาตรการรับมือของหน่วยงานภาครัฐได้ในระดับหนึ่ง เพราะฝนที่ตกระยะนี้เป็นฝนหลงฤดู ยังไม่เข้าสู่หน้าฝนอย่างเต็มตัว แต่ปรากฏว่าเกิดเหตุชุลมุนกันทั้งเมืองหลวง เมื่อน้ำท่วมขังในหลายพื้นที่และการจราจรเป็นอัมพาต และข้อมูลข่าวสารในโลกโซเชียลไหลบ่าอย่างรวดเร็ว มีการโพสต์รูปน้ำท่วมในพื้นที่ต่างๆ ทั่วกรุงส่งกระจายในโลกออนไลน์ท่วมท้น รวมถึงที่น่าตกใจคือ การที่น้ำทะลักเข้าไปในซูเปอร์มาร์เก็ตชั้นใต้ดินของห้างดังย่านถนนสุขุมวิทใจกลางกรุงเทพฯ จนเกิดการตั้งคำถามอย่างมากมายต่อหน่วยงานภาครัฐที่มีหน้าที่บริหารจัดการว่า ทำไมจึงเกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้นได้

                กรุงเทพฯ เคยประสบภาวะน้ำท่วมมาหลายครั้งในอดีตที่ผ่านมา ทุกครั้งน่าจะเป็นบทเรียนให้นำมาแก้ไขเพื่อการป้องกันได้อย่างรวดเร็วทันต่อสถานการณ์และมีแผนงานทั้งในระยะสั้นและระยะยาว จริงอยู่ที่ว่าลักษณะภูมิประเทศของเมืองกรุงเป็นที่ราบลุ่ม มีระดับความสูงจากระดับน้ำทะเลปานกลางประมาณ 1.50-2 เมตร โดยมีความลาดเอียงของระดับพื้นดินจากทิศเหนือค่อยลาดเอียงสู่อ่าวไทยทางทิศใต้ และเฉพาะลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาตอนล่างจะอยู่สูงกว่าระดับน้ำทะเลไม่เกิน 1.50 เมตร เรียกว่า บริเวณดินดอนสามเหลี่ยมปากแม่น้ำ ซึ่งมีโอกาสเกิดน้ำท่วมได้จากสาเหตุการเติบโตของเมืองที่มีสิ่งก่อสร้างกีดขวางทางน้ำไหล ตลอดจนปัจจัยเรื่องผังเมืองหรือระบบท่อระบายน้ำที่เก่าแก่ แต่เหล่านี้ก็มีการแก้ไขไปบ้างแล้ว

                สิ่งหนึ่งที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี วิจารณ์ออกมาถึงการทำงานคือ การที่หน่วยงานรับผิดชอบทำงานในลักษณะตั้งรับมากเกินไป ไม่นำปัญหามาแก้ไขแบบยั่งยืน ขณะที่ กทม.ก็ยกเหตุผลว่า ปริมาณน้ำฝนที่ตกลงมานั้นหนักมากเกินความคาดหมาย ต้องใช้เวลาระบายน้ำที่ท่วมเส้นทางจราจร 1-2 ชั่วโมง และเหตุปัจจัยที่ทำให้น้ำท่วมอย่างไม่คาดคิดมาจากการไม่ได้พร่องน้ำในลำคูคลอง โดยเฉพาะคลองแสนแสบ จึงทำให้เขตพื้นที่ชั้นในเกิดท่วมขนาดนี้ พร้อมทั้งให้ความมั่นใจว่า ฤดูฝนที่จะมาถึงนั้นจะรับมือได้อย่างแน่นอน แต่นั่นก็เป็นเพียงคำสัญญาที่ไม่สามารถสร้างความมมั่นใจให้คนกรุงเทพฯได้ หากการทำงานยังไม่ปรับเปลี่ยนวิธีการ ซึ่งเหตุการณ์ซ้ำรอยก็เกิดขึ้นได้อีกเสมอไป

                ขณะเดียวกัน เดือนกรกฎาคมปีที่แล้ว กทม.ได้เสนอขอความเห็นชอบแผนการป้องกันและแก้ไขปัญหาน้ำท่วมระยะยั่งยืนต่อคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) โดยคัดเลือกโครงการจากที่เคยเสนอต่อคณะกรรมการบริหารจัดการน้ำและอุทกภัย (กบอ.) ในรัฐบาลชุดที่ผ่านมา ออกมา 17 โครงการ ระยะดำเนินการ 5 ปี วงเงิน 23,970 ล้านบาท เน้น 4 เรื่องหลัก คือ พัฒนาคลองระบายน้ำสายหลัก ขุดลอกคูคลองและก่อสร้างเขื่อนริมคลอง เพื่อเป็นแก้มลิงรองรับน้ำฝนและระบายลงสู่แม่น้ำเจ้าพระยาและทะเลโดยเร็ว สร้างอุโมงค์ระบายน้ำขนาดใหญ่ พร้อมมุ่งเพิ่มประสิทธิภาพระบบป้องกันน้ำท่วมด้านตะวันออกและตะวันตกของกรุงเทพฯ ด้วย จึงหวังว่า แผนงานดังกล่าวจะช่วยให้การแก้ปัญหาแบบยั่งยืนเกิดขึ้นได้จริงจัง