คอลัมนิสต์

อนาคตในมือ‘กรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ’

อนาคตในมือ‘กรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ’

25 มี.ค. 2558

อนาคตในมือ‘กรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ’ : ขยายปมร้อน โดยอรรถยุทธ บุตรศรีภูมิ

               การออกมาตำหนิร่างรัฐธรรมนูญที่กำลังอยู่ในกระบวนการเขียนขึ้นโดย ดิเรก ถึงฝั่ง สมาชิก สปช. นั้นน่าสนใจอยู่ไม่น้อย นั่นเพราะ “ดิเรก” ไม่ใช่คนแรกที่พูดถึงประเด็นเหล่านี้

               ยิ่งไปกว่านั้นก็เพราะ “ดิเรก” มีสถานะเป็น สปช.ที่มีอำนาจชี้ขาดว่า ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้จะถูกนำไปบังคับใช้หรือไม่

               “ดิเรก” ยกสี่ประเด็นหลักขึ้นมาพร้อมระบุว่า “ไม่เป็นไปตามหลักประชาธิปไตย” ซึ่งทั้งสี่ประเด็น ประกอบด้วย 1.นายกฯ ไม่จำเป็นต้องมาจาก ส.ส. หรือที่เรียกกันว่า “นายกฯ คนนอก” 2.ระบบเลือกตั้งแบบสัดส่วนผสม 3.ส.ว.ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งโดยตรง และ 4.ผู้สมัคร ส.ส.ไม่ต้องสังกัดพรรคการเมือง

               เสียงสะท้อนที่ออกมาจาก “ดิเรก” ไม่ใช่เรื่องใหม่ หากแต่ถูกหยิบขึ้นมาถกเถียงตั้งแต่ขั้นตอนการเริ่มร่าง ซึ่งกรรมาธิการยกร่างก็ยังยืนยันแนวคิดเช่นนี้ และจนถึงขณะนี้ใช่จะมีเพียงคนไม่กี่คนเท่านั้นที่แสดงอาการปฏิเสธร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ หากแต่เสียงเช่นว่าดังขึ้นอยู่ทั่วไป
               
               มิพักต้องพูดถึงพรรคเพื่อไทย หรือ คนเสื้อแดง ที่ไม่ว่าอย่างไรก็ออกอาการ ไม่ยอมรับที่มาของผู้มีอำนาจในขณะนี้ อยู่แล้ว แต่เสียงอื่นๆ เล่า ที่เคยแม้แต่เป็นคนสนับสนุนก็กลับเริ่มออกห่างและออกอาการตั้งแง่รังเกียจ

               หลายคนออกมาบอกว่าแม้จะไม่มีอำนาจในการให้รัฐธรรมนูญฉบับนี้ผ่านหรือไม่ แต่หากมีอำนาจก็จะไม่ยอมให้รัฐธรรมนูญฉบับนี้ผ่านอย่างแน่นอน เพราะเริ่มมองเห็นอนาคตการเมืองหลังรัฐธรรมนูญฉบับที่โครงสร้างอำนาจถูกล็อกไว้เพื่อบางกลุ่ม และยังมองเห็นได้ถึงอนาคตของความไม่พอใจและวิกฤติการณ์ครั้งใหม่ที่อาจจะเกิดขึ้นได้โดยไม่ยาก

               ถ้ารัฐธรรมนูญฉบับนี้ผ่าน เราอาจเห็นนายกฯ คนนอกตั้งแต่การเลือกตั้งครั้งแรก เราจะเห็น ส.ว.ซึ่งมาจากการแต่งตั้งทั้งสภามาควบคุมการใช้อำนาจของรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง เราจะเห็นศาลรัฐธรรมนูญที่มีอำนาจมหาศาล เขียนรัฐธรรมนูญด้วยตัวเอง

               เราจะเห็นการเลือกตั้งที่สลับซับซ้อน ทั้งกระบวนการเลือกและกระบวนการนับคะแนน จนที่สุดอาจนำมาซึ่งการไม่ยอมรับผลการเลือกตั้งเพียงเพื่อตอบสนองต่อความต้องการในการจำกัดพรรคการเมืองบางพรรคไม่ให้มี ส.ส.มากจนเกินไป

               เราจะเห็นพรรคการเมืองถูกลดบทบาทลงแต่นักการเมืองจะออกไปตั้งกลุ่มการเมืองมากยิ่งขึ้น เพราะข้อจำกัดของพรรคการเมืองทำให้ทำงานการเมืองยากขึ้น เราจะเห็นการตั้งพรรค หรือกลุ่มการเมือง “นอมินี” เพื่อพยายามรวบรวมเสียงให้มากที่สุด

               เราจะเห็นรัฐบาลผสม ที่พรรคหรือกลุ่มการเมืองเล็กๆ มีอำนาจในการต่อรองมากขึ้นโดยพรรคหลักอาจจะต้องสูญเสียตำแหน่งรัฐมนตรีในกระทรวงสำคัญๆ หาไม่แล้วพวกเขาก็ตั้งรัฐบาลไม่ได้

               เราจะเห็นการตรวจสอบโดยระบบรัฐสภาอ่อนลง เพราะเมื่อยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจแล้วเกิดชนะสภาก็ถูกยุบลง

               ทั้งหมดทั้งมวลเราจะเห็นว่ากระบวนการที่เกี่ยวข้องกับนักการเมืองซึ่งเป็นสิ่งที่ยึดโยงกับประชาชนถูกทำให้อ่อนแอลง ขณะที่สิ่งที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งถูกทำให้เข้มแข็งขึ้น

               แต่ที่น่าสนใจคือ นาทีนี้คนที่คัดค้านตกอยู่ในสภาวะกระอักกระอ่วนยิ่งนัก เพราะใจหนึ่งก็ไม่ต้องการให้กฎหมายแม่บทเช่นนี้ออกมาบังคับใช้ แล้วถ้ากระแสสังคมกดดันมากๆ หรือ สปช. มองว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้มิอาจปล่อยให้ออกมาใช้ได้แล้วตัดสินใจคว่ำร่างรัฐธรรมนูญ คราวนี้การเลือกตั้งที่มองว่าจะมีขึ้นในปี 2559 ก็จะยืดออกไป อย่างน้อยก็อีกหนึ่งปี เพราะกระบวนการทุกอย่างจะถูกเริ่มนับหนึ่งใหม่ทั้งหมด ตั้งแต่การสรรหา สปช.

               ซึ่งหมายความเช่นเดียวกันว่า “คสช.” โดย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ก็จะอยู่ในอำนาจไปอีกอย่างน้อยหนึ่งปีเช่นเดียวกัน

               อย่างไรก็ตาม หากเป็นเช่นนี้ ใช่ว่า คสช.จะสบายและชื่นชอบไปเสียทั้งหมด เพราะหากเป็นจริงกระแสความกดดันจะตีกลับไปที่พวกเขา เพราะต้องไม่ลืมว่าทั้ง “สปช.” และ “กรรมาธิการยกร่างฯ” ต่างก็มีกำเนิดจากต้นธารเดียวกันคือ “คสช.” และภาพที่ผ่านมาก็เห็นว่า แม่น้ำทั้ง 5 สาย ต่างก็ดำเนินไปในทางเดียวกัน

               ไม่แปลกหากรัฐธรรมนูญไม่ผ่านความเห็นชอบของ สปช. แล้วจะถูกมองว่าเป็นแผนการที่ถูกวางไว้ เพื่ออยู่ในอำนาจต่อไปเรื่อยๆ และเมื่อนั้นแรงดีดต้าน คสช. ก็จะยิ่งหนักหน่วงมากยิ่งขึ้นทั้งจากในและนอกประเทศ

               นาทีนี้สังคมไทยไม่ว่าจะฝ่ายไหนต่างก็ตกอยู่ในสภาวะกดดันด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้น ขึ้นอยู่กับ “กรรมาธิการยกร่างฯ” ว่าจะเขียนอนาคตประเทศไทยอย่างไร