คอลัมนิสต์

ไม่ตายก็ติดคุก...ความหวั่นไหวของตำรวจไทย!

ไม่ตายก็ติดคุก...ความหวั่นไหวของตำรวจไทย!

25 มี.ค. 2558

ไม่ตายก็ติดคุก...ความหวั่นไหวของตำรวจไทย! : โลกตำรวจ โดยผศ.ดร.ปนัดดา ชำนาญสุข

               คำเตือนของไพร่พลตำรวจที่ถูกส่งต่อๆ กันในโลกออนไลน์ อันเป็นผลสืบเนื่องมาจากผลการดำเนินการในคดีของนายดาบตำรวจผู้กลายเป็นผู้ต้องหาคดีฆ่าผู้อื่นโดยเจตนาในเขตพื้นที่ อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี ที่เป็นข่าวโด่งดังอยู่ในกระแสสังคมในห้วงเวลาที่ผ่านมา มีข้อความที่สะท้อนมุมมอง และวิธีคิดที่มีผลต่อการปฏิบัติงานของตำรวจชั้นผู้น้อยที่สำคัญและมีคุณค่าที่บรรดานายพลผู้เป็นนาย รวมถึงผู้บริหารประเทศในระดับต่างๆ ที่มีความเกี่ยวข้องกับการบริหารงานตำรวจในส่วนใดส่วนหนึ่งพึงทบทวนไตร่ตรองสะท้อนคิดในแต่ละแง่มุมอยู่มากพอสมควร

               เริ่มจากในส่วนท้ายสุดของคำเตือนที่กล่าวว่า

               “ทำงานอย่างมีสติเถิดเพื่อน คนสั่งมันก็สั่งเอา สั่งเอา ทำได้เท่าที่ทำเถอะ ไม่ใช่เราอ่อนแอ ไม่ยอมทุ่มเทให้องค์กร เราเห็นตัวอย่างมาเยอะ และเราก็เกือบพลาดมาเยอะ ขวัญและกำลังใจเราหายไปบ้าง เท่านั้นเอง”คำพูดนี้สะท้อนตัวอย่างของคำว่าตำรวจที่ดี กับคนดี มีความแตกต่างกันใช่หรือไม่?

               ทำงานอย่างมีสติเป็นสิ่งที่ตำรวจทุกนายพึงต้องยึดถือเป็นหลักสำคัญในการปฏิบัติงาน แต่คำว่า ทำงานอย่างมีสตินั้น มีความหมายที่กว้างขวางและหลากหลายไปในแต่ละบริบท ขอยกตัวอย่างกรณี ด.ต.สุพรรณ ชำนิ หรือดาบยักษ์ ซึ่งเป็นกรณีตัวอย่างในการทำงานของตำรวจระดับปฏิบัติในบริบทการทำงานตั้งด่านบนถนน ซึ่งมีอันตรายไม่น้อยกว่าบริบทการทำงานอื่นๆ ในโลกการทำงานของตำรวจ

               “...การปฏิบัติงานของตำรวจในสถานการณ์ต่างๆ ในบางครั้งอาจต้องเจอกับเหตุการณ์ที่คาดไม่ถึง เช่น คนร้ายเข้าแย่งอาวุธปืนจากตำรวจ คนร้ายใช้อาวุธปืนหรือมีดต่อสู้ทำร้ายตำรวจ ขณะตรวจค้นจับกุมหรือคนร้ายจับตำรวจไว้เป็นตัวประกัน เป็นต้น สถานการณ์ที่เลวร้ายเหล่านี้ ตำรวจมีความเสี่ยงเป็นเสี่ยงตายเท่าๆ กัน ดังนั้นการฝึกฝนและเลือกใช้ยุทธวิธีการต่อสู้ป้องกันตัวในเหตุการณ์วิกฤติที่มีประสิทธิภาพจึงนับเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดในการเปลี่ยนวิกฤติให้เป็นโอกาสให้ตำรวจสามารถจับกุมคนร้ายไปดำเนินคดีตามกฎหมายได้...

               ...ข้อเตือนใจประการหนึ่งที่ตำรวจทุกนายต้องสำนึกไว้ตลอดเวลาในสถานการณ์อันเลวร้ายในการทำงาน ก็คือ จะต้องตั้งสติให้มั่นและไม่ประมาทโดยเด็ดขาด แม้ว่าจะได้รับการฝึกฝนมาอย่างดีเพียงใดก็ตาม เพราะความผิดพลาดเพียงเล็กน้อยครั้งเดียวอาจนำมาซึ่งความสูญเสียอันใหญ่หลวง...” พล.ต.ต.โกสินทร์ หินเธาว์ เขียนไว้อย่างน่าสนใจในตำรา ยุทธวิธีตำรวจ ที่ถูกตีพิมพ์ตั้งแต่เมื่อปี พ.ศ.2550 แต่สิ่งที่อยากชวนตั้งคำถามคือ มีตำรวจไพร่พลผู้ปฏิบัติงานทั้งหลายสักกี่คนที่ได้รับการฝึกฝน(ยุทธวิธี)มาอย่างดี?

               ใบข่าวแจกคำเตือนที่น่าจะเขียนโดยตำรวจระดับไพร่พลมีข้อความที่สะท้อนความจริงในประเด็นดังกล่าว ดังนี้

               “...ทำนั่นก็กลัว ทำนี่ก็กลัว ไม่มีความเสียสละทุ่มเทงานในหน้าที่เป็นเพราะอะไรผมพอทราบแล้ว ทุกคนที่พลาดต้องถูกออกจากราชการ เพราะงานพาไป สถานการณ์พาไป การตัดสินใจในสถานการณ์ที่ผิดพลาดและอีกหลายๆ สาเหตุที่ผู้ปฏิบัติเผชิญอยู่...”

               “...ก็มีหลายครั้งที่ผมเกือบพลาด ออกปฏิบัติหน้าที่ถูกรุมทำร้ายทั้งๆ ที่มีปืนเหน็บเอวแต่ก็ไม่เคยยิง และกลายเป็นบุญที่ช่วยไว้ไม่ให้ตัดสินอะไรที่รุนแรง...” ถึงแม้ว่าตำรวจผู้นี้จะเห็นว่าเป็นบุญ แต่สำหรับผู้บริหารตำรวจอาจจำเป็นต้องพิจารณาให้เห็นถึงความอ่อนด้อยของการใช้ยุทธวิธีของลูกน้องผู้ใต้บังคับบัญชาจนถึงกับทำให้ "ผู้ที่สวมเครื่องแบบตำรวจต้องตกอยู่ในสภาพถูกรุม" จนหมดสภาพของการเป็นภาพตัวแทนของระบบสัญลักษณ์ที่สร้างความกลัวเกรงของเหล่าอาชญากร

               “...ออกตรวจ(งานสายตรวจ)พบคนถูกซ้อมโดยมีคน 5-6 คน รุมเตะคนคนเดียวกลิ้งไปกลิ้งมา ผมแค่ยิงปืนขึ้นฟ้าพวกเขาก็พากันหนีไป กลับกัน หากพวกเขาไม่หยุด กลับจะรุมทำร้ายผม ผมก็ไม่ทราบว่าเหตุการณ์ในวันนั้นจะเป็นอย่างไร...” หรือ

               “...มีเหตุคนเมา ถือมีดไล่ฟันคนในหมู่บ้าน ผมก็ไปกัน 2 คนกับคู่หู พอผมเห็นเขายืนถือมีดก็พูดออกคำสั่งพร้อมชักปืนเล็งสั่งให้วางมีด โชคดีที่เขาปฏิบัติตามคำสั่ง กลับกัน หากเขาไม่ปฏิบัติตามคำสั่งแถมจะเข้ามาฟันอีกก็ลองเดาว่าเหตุการณ์จะเป็นอย่างไร” เรื่องเล่าในทำนองเช่นนี้พรั่งพรูโดยปิดท้ายก่อนถึงบทสรุปว่า

               "ถ้าสถานการณ์เลวร้ายก็คงมีภาพหรือตัวอย่างให้เห็นไม่ต่างกันที่ตำรวจถูกฟัน ถูกแทงแย่งปืนดับอนาถหรือไม่ ไอ้นั่นตาย เราก็ตกเป็นผู้ต้องหาติดคุกถูกออกจากราชการ ตำรวจเรา บู๊มากทุ่มเทมากมีผลตอบแทน 2 ทาง คือ พิการ ตาย หรือถูกออกจากราชการ ติดคุก หมดอนาคต????"

               นี่คือบทสรุปตามวิธีคิดและประสบการณ์ของตำรวจผู้น้อยที่ปฏิบัติงานอยู่ในพื้นที่ อยู่ในสถานการณ์หรือบริบทของงานป้องกันและปราบปรามอาชญากรรม ในบริบทของความจำเป็นที่ต้องปฏิบัติหน้าที่อย่างระมัดระวังในทุกมิติ แม้กระทั่งมิติที่อาจล่อแหลมต่อการถูกจับจ้อง ตรวจสอบ หรือเข้าใจไปในทางที่ผิดพลาดคลาดเคลื่อนจากความเป็นจริง

               ข้อเสนอแนะที่มีต่อประเด็นเหล่านี้ของตำรวจผู้น้อยก็เป็นบทสะท้อนให้เห็นว่า ตำรวจไทยยังจำเป็นต้องได้รับการพัฒนาอีกมาก คือ การเสนอแนะให้จัดตั้งกองทุนเพื่อช่วยเหลือเพื่อนตำรวจที่ถูกออกจากราชการด้วยการจำต้องปฏิบัติหน้าที่ในบริบทการทำงานที่เสี่ยงดังกล่าว

               การคิดข้อเสนอได้อย่างตื้นเขินในลักษณะที่ไม่ใช่เป็นการป้องกันปัญหา แต่เป็นการปล่อยให้ปัญหาเกิดขึ้นและช่วยเหลือแค่เพียงบรรเทาความสูญเสียชั่วคราวเช่นนี้ อาจเป็นเพราะพวกเขาก็เป็นเพียงแค่ไพร่พลตำรวจ หาใช่ผู้บริหารตำรวจไม่? ขอเพียงแค่ได้รับการเยียวยา เหลียวแลบ้างก็ดีใจแล้ว?

               แต่ผู้บริหารงานตำรวจน่าจะสามารถพิจารณาได้ว่า ประเด็นปัญหาดังที่ตำรวจชั้นผู้น้อยเล่ามานี้ คือ ปัญหาการขาดความรู้ ความสามารถ ขาดความชำนาญด้านยุทธวิธีตำรวจ หากไร้ซึ่งยุทธวิธีต่อให้มีปืนชั้นเลิศก็ไม่มีประโยชน์

               การมียุทธวิธีเหมือนมีอาวุธชั้นดีติดตัว ดังนั้น นับแต่นี้ไป เราคงจะได้เห็นผู้นำตำรวจตั้งแต่ระดับผู้นำหน่วย(หัวหน้าสถานีตำรวจ)จะสนับสนุนและส่งเสริมการฝึกฝนยุทธวิธีตำรวจให้แก่ลูกน้องอย่างสม่ำเสมอและสอดคล้องกับบริบทการทำงาน

               พอทีเถอะ ท่ายิงปืนเล็งเป้าแบบแข่งขันยิงปืน...นักยิงปืนกับตำรวจมันคนละเรื่องกัน!!!!

               ในหนังสือยุทธวิธีตำรวจเขาเขียนไว้ว่า ธรรมชาติของคนร้ายโดยทั่วไปจะไม่ยอมให้ตำรวจจับได้ง่ายๆ ไม่หนีก็จะสู้เพื่อหนี ถ้าตำรวจไม่มียุทธวิธีที่ดีพอจะจับคนร้ายได้อย่างมีประสิทธิภาพและปลอดภัยได้อย่างไร...?