
อาวุธสงครามที่ประจวบฯ
อาวุธสงครามที่ประจวบฯ : บทบรรณาธิการประจำวันที่ 25มี.ค.2558
ระหว่างวันที่ 27-28 มีนาคมนี้ คณะรัฐมนตรีภายใต้การนำของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี จะได้ฤกษ์เดินทางไปประชุมนอกพื้นที่ หรือที่เรียกกันโก้หรูว่า "ครม.สัญจร" เป็นครั้งแรก โดยเลือกที่จะใช้สถานพักฟื้นและพักผ่อนของกองทัพ "สวนสนประดิพัทธ์" ใน จ.ประจวบคีรีขันธ์ เป็นสถานที่จัดประชุม
ในสภาวการณ์บ้านเมืองที่การบริหารงานของรัฐบาลที่มีนโยบายในการควบคุมความสงบเรียบร้อยที่เคร่งครัด ขณะที่ยังมีขบวนการใต้ดินที่จ้องก่อเหตุความไม่สงบท้าทายอำนาจรัฐ ทำให้รัฐบาลต้องคัดเลือกสถานที่ในการจัดประชุมคณะรัฐมนตรีนอกพื้นที่เป็นพิเศษ ซึ่งไม่แปลกที่จะเลือกใช้ จ.ประจวบคีรีขันธ์ เป็นสถานที่จัดประชุม เพราะจังหวัดแห่งนี้ได้ชื่อว่าเป็นจังหวัดที่มีหน่วยงานทางการทหารตั้งอยู่มากที่สุดจังหวัดหนึ่ง
นอกจากค่ายธนะรัชต์ หน่วยกองกำลังหลักของทหารบกแล้ว จ.ประจวบคีรีขันธ์ ยังเป็นที่ตั้งของหน่วยฝึกรบพิเศษอีกหลายหน่วย ทั้งของทหารและตำรวจ จึงค่อนข้างมั่นใจได้ว่า พื้นที่แห่งนี้หน่วยงานด้านความมั่นคงสามารถควบคุมสถานการณ์ได้ โดยไร้กลุ่มผู้ไม่หวังดีก่อเหตุรุนแรงให้กังวลใจ
แต่ความเชื่อมั่นเหล่านั้นถูกลดทอนลง ภายหลังคนหาปลาในพื้นที่พบระเบิดและอาวุธสงครามจำนวนไม่น้อยซุกซ่อนอยู่ในพื้นที่ปลูกป่าริมถนนเพชรเกษม ห่างจากสถานที่จัดประชุม ครม.สัญจร ไม่มากนัก
คงจะจริงอย่างที่บรรดาบิ๊กด้านความมั่นคงของประเทศ ทั้ง พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม พล.อ.อุดมเดช สีตบุตร รมช.กลาโหมและ ผบ.ทบ. รวมถึง พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย ยืนยันตรงกันว่า ทั้งระเบิดและอาวุธสงครามลอตนี้ไม่น่าใช่การเตรียมการไว้ก่อเหตุในช่วงประชุม ครม.สัญจร แต่คงเป็นการนำมาทิ้งเพราะเกรงการกวาดล้างของเจ้าหน้าที่รัฐ
แต่สิ่งที่ผู้รับผิดชอบด้านความมั่นคงของประเทศต้องทำมากกว่านั้น คือ ต้องเร่งตรวจสอบให้ได้ว่า อาวุธเหล่านั้นมีที่มาที่ไปอย่างไร? และใครนำมาทิ้ง?
การตรวจสอบที่มาคงทำได้ไม่ยาก เพราะหีบห่อที่บรรจุระเบิดและอาวุธสงครามที่พบ ระบุหน่วยงานสังกัดชัดเจน สิ่งที่ควรเร่งทำคือ ต้องหาคำตอบให้ได้ว่า อาวุธจำนวนมากที่พบซุกอยู่ในป่าริมถนนได้อย่างไร และใครเป็นคนนำมาซุก
ร่ำลือกันหนาหูอาวุธยุทธภัณฑ์เหล่านี้หลุดลอดมาจากกองทัพหรือไม่ ซึ่งหากเป็นจริงอย่างที่ข่าวว่า ก็ไม่แคล้วคนภายในที่มีส่วนรู้เห็น และหากคนหาปลาไม่พบเห็นเสียก่อน ดีไม่ดีอาจได้เห็นอาวุธลอตนี้ไปโผล่ในตลาดมืด หรือแม้กระทั่งในเว็บไซต์ซื้อขายอาวุธที่มีอยู่กลาดเกลื่อน
ที่จริงการหลุดลอดของอาวุธในกองทัพรับรู้รับทราบกันมานาน ยกตัวอย่างกรณีปล้นปืนค่ายทหารเมื่อปี 2547 ใน จ.นราธิวาส จนถึงขณะนี้ยังมีข้อกังขาเกี่ยวกับจำนวนของอาวุธที่คนร้ายได้ไป มันจะมากมายอย่างยอดที่แจ้งไว้หรือไม่? หรือหายไปแล้วก่อนหน้านั้น แต่นำยอดมาเหมารวม?
ท่านนายกรัฐมนตรี รวมถึงผู้หลักผู้ใหญ่ในกองทัพ น่าจะลองถือโอกาสนี้ตรวจสอบระบบจัดเก็บอาวุธในกองทัพให้เป็นจริงเป็นจังเสียที ดีไม่ดีอาจจะเจอเหลือบไรที่เกาะกินแสวงหาผลประโยชน์จากอาวุธในกองทัพ



