คอลัมนิสต์

เมื่อไหร่ไทยจะไปถึงสิงคโปร์

เมื่อไหร่ไทยจะไปถึงสิงคโปร์

24 มี.ค. 2558

เมื่อไหร่ไทยจะไปถึงสิงคโปร์ : ขยายปมร้อน โดยศรุติ ศรุตา

               การถึงแก่อสัญกรรมของ ลี กวน ยู อดีตนายกรัฐมนตรีสิงคโปร์ ที่ชาวสิงคโปร์ยอมรับว่า เขาคือผู้ที่สร้างประเทศขึ้นมาจนมีชื่อเสียง และมั่งคั่งจนถึงทุกวันนี้

               ย้อนประวัติก่อนเข้าสู่เส้นทางการเมืองของ ลี กวน ยู เรียนเศรษฐศาสตร์จากอังกฤษ และจบปริญญาตรีด้านกฎหมายจากเคมบริดจ์ ก่อนจะมาก่อตั้งพรรคพีเพิล แอ็กชั่น (PAP) และได้เป็นนายกรัฐมนตรีคนแรกของสิงคโปร์ ครองอำนาจยาวนานถึง 31 ปี

               ความสำเร็จ ความก้าวหน้าของประเทศสิงคโปร์ ล้วนผ่านการปลุกปั้นของ ลี กวน ยู

               ก่อนจะมาเป็นศูนย์กลางด้านเศรษฐกิจ-การเงินของภูมิภาค ลี กวน ยู คือ ผู้ที่นำพาสิงค์โปรหลุดพ้นจากการเป็นอาณานิคมของอังกฤษ จึงไม่แปลกที่แม้ว่าเขาจะใช้ความเข้มงวดในการเป็นพลเมืองของสิงคโปร์ แต่ ลี กวน ยู ก็ได้รับการยอมรับจากประชาชนของเขา

               สิงคโปร์เป็นประเทศเล็กที่มีพื้นที่แค่ 697 ตารางกิโลเมตร มีประชากรค่อนข้างมาก สภาพภูมิประเทศเป็นเกาะ ไม่มีทรัพยากรธรรมชาติสำคัญทางด้านเศรษฐกิจที่ใช้เป็นฐานในการพัฒนาประเทศเลย

               แม้จะมีพื้นที่เพียงเท่านั้น สิงคโปร์ยังมีความแตกต่างทางชาติพันธุ์ เพราะมีทั้งชาวจีน ซึ่งเป็นประชากรส่วนมาก (ราวๆ 60%) ชาวอินเดีย (23%) ชาวมาเลย์ (ประมาณ 7%)  นอกนั้นเป็นชาวปากีสถานและเชื้อชาติอื่นๆ  

               ความหลากหลายของประชากรดังกล่าวทำให้สิงคโปร์มีภาษาพูดหลายภาษา เช่น แมนดาริน อังกฤษ มลายู ทมิฬ เป็นต้น แต่ใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษาราชการ

               ในด้านศาสนา คนสิงคโปร์ส่วนใหญ่นับถือศาสนาพุทธ รองลงมาคืออิสลาม และมีศาสนาคริสต์และฮินดู  

               ถึงจะเป็นเกาะและมีความแต่ต่าง แต่สิงคโปร์ก็ไม่มีความแตกแยกรุนแรง แบ่งฝ่าย แบ่งประเทศ  

               ด้วยความที่เป็นเกาะและเป็นศูนย์กลางการเดินเรือของภูมิภาค ทำให้สิงคโปร์เติบโตอย่างรวดเร็วทั้งทีี่มีความแตกต่าง ทั้งเชื้อชาติ และศาสนา นั่นก็เพราะความเป็นผู้นำของ ลี กวน ยู ที่เป็นทั้งนักคิด นักวางแผน จนเป็นต้นแบบให้คนสิงคโปร์เดินตาม จนมีคำกล่าวของนักวิชาการบอกว่า ทรัพยากรที่มีค่าที่สุดของสิงคโปร์ ก็คือ คนสิงคโปร์

               คนสิงคโปร์ได้ชื่อว่ามีระเบียบวินัย มีความซื่อสัตย์ ทำให้ประเทศสิงคโปร์ได้รับการยอมรับว่า ไม่มีการทุจริตฉ้อราษฎร์บังหลวง ซึ่งก็แตกต่างจากประเทศไทยอย่างสิ้นเชิง ที่ล่าสุด ตัวเลขออกมาอยู่ที่ลำดับ 84  

               ยิ่งแตกต่างจากประเทศไทยมากขึ้น เมื่ออดีตนายกรัฐมนตรีของไทยถึง 2 คน ถูกกล่าวหาว่าทำผิดกฎหมายของ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ โดยที่อดีตนายกรัฐมนตรีรายหนึ่งนั้นถูกพิพากษาให้จำคุก 2 ปี ขณะที่อีกราย อยู่ในกระบวนการพิจารณาของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ว่าจะรับไว้พิจารณาคดีหรือไม่ ภายหลังอัยการได้เห็นพ้องกับ ป.ป.ช.ที่ให้ฟ้องร้องดำเนินคดี เนื่องจากละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ปล่อยให้โครงการรับจำนำข้าวเกิดการทุจริต

               ในขณะที่ตลอด 31 ปีในตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของ ลี กวน ยู นั้น ไม่เคยถูกกล่าวหาว่ามีการทุจริต โดยเฉพาะการทุจริตจากโครงการที่เกิดขึ้นตามนโยบายของรัฐบาลสิงคโปร์

               ถึงแม้ว่า ลี กวน ยู จะถูกกล่าวหาว่า ภายใต้การนำของเขานั้น “สิทธิ-เสรีภาพ” ของ “สื่อมวลชน” จะเต็มไปด้วยกรอบจำกัด รัฐบาลสิงคโปร์มีอำนาจเบ็ดเสร็จในการลงโทษผู้ที่ไม่เห็นด้วย หรือวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาล นั่นเป็นเพราะ ลี กวน ยู มองว่า นี่ไม่เช่นเกม แต่คือชีวิตจริง

               สำหรับประเทศไทย คงไม่มีใครอยากให้มีนายกรัฐมนตรีแบบ ลี กวน ยู ไม่อยากอยู่ภายใต้กฎหมายที่เข้มงวด ไม่อยากได้ผู้นำที่ใช้ความเด็ดขาด ยิ่งเป็นช่วงที่ชิงชังกฎอัยการศึกอย่างนี้  

               แต่หลายคนมุ่งหวังว่า สักวันประเทศไทยจะเป็นอย่างสิงคโปร์ ผู้คนมีระเบียบวินัย มีความซื่อสัตย์ ประชาชนมีคุณภาพชีวิตที่ดี  

               มั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน อย่างที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้า คสช. ตั้งความหวังเอาไว้ว่าต้องทำให้ได้ภายใน 5 ปี แต่ คสช.จะรูดม่านราวต้นปีหน้า... ความหวังก็น่าจะเป็นแค่ความฝัน