คอลัมนิสต์

จริยธรรมของผู้สอน

จริยธรรมของผู้สอน

24 มี.ค. 2558

จริยธรรมของผู้สอน : บทบรรณาธิการประจำวันที่ 24 มีนาคม 2558

               ความฉ้อฉลที่เกิดขึ้นในสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น กับคดีร่วมกันยักยอกทรัพย์ของสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) มูลค่าร่วม 2 หมื่นล้านบาท สะท้อนภาพความเหลวแหลกของระบบคุณธรรมจริยธรรมของคนในชาติ พูดอีกอย่างหนึ่งก็คือ ถ้าโอกาสเอื้ออำนวย หลายๆ คนก็พร้อมที่จะโกง ที่สำคัญก็คือ การโกงอย่างที่เรียกว่า เป็นมหกรรมเลยก็ว่าได้นี้ เกิดขึ้นในสถาบันการศึกษาชั้นสูง เกิดขึ้นกับสหกรณ์ ซึ่งเป็นสถาบันการเงินเพื่อการออมของประชาชน ซ้ำร้ายยังเข้าไปเกี่ยวเนื่องพัวพันกับวัดวาอาราม ที่รับเอาการยักย้ายถ่ายเททรัพย์สินเข้าไปด้วย และนี่ยังไม่รวมถึงกรณีการฟอกเงินที่จะมีกลุ่มบุคคลเข้าไปพัวพันอีกจำนวนมาก เหมือนกับมีขุมทรัพย์ที่ไหน การโกงก็พร้อมจะเกิดขึ้นที่นั่น และคนที่เข้าไปเกี่ยวข้องและตกเป็นผู้ต้องหาก็ล้วนอยู่ในระดับที่เป็นคนชั้นนำ หรือเป็นกลุ่มคนที่ควรจะเป็นแบบอย่างของสังคม ไม่ว่าจะดำรงสถานะของครู หรือพระก็ตาม

               มีผลสำรวจความคิดเห็นของเยาวชนในหัวข้อเกี่ยวกับการทุจริตคอร์รัปชั่นอยู่บ่อยครั้่งที่ได้บทสรุปออกมาว่า เยาวชนคนรุ่นใหม่มองเห็นการคอร์รัปชั่นเป็นเรื่องธรรมดา ส่วนผู้ใหญ่ที่ถูกสำรวจในทำนองเดียวกันก็มีความเห็นเหมือนกับจะยอมรับการคอร์รัปชั่นที่ได้แบ่งสันปันส่วนมาสู่พวกตน และนี่ย่อมเป็นต้นธารหนึ่งของระบบอุปถัมภ์และศิโรราบกราบกรานกับนโยบายประชานิยม และการทุจริตเชิงนโยบายต่างๆ ที่กำลังกลายมาเป็นเครื่องมือหลักที่นักการเมืองใช้รณรงค์หาเสียงในช่วงเลือกตั้ง เป็นการปลูกฝังความเชื่อผิดๆ ตั้งแต่ระดับเยาวชนขึ้นมาจนถึงผู้บริหารท้องถิ่น ซึ่งทุกวันนี้เข้ามาเกี่ยวข้องกับการบริหารงบประมาณจำนวนมหาศาล สภาพการณ์เช่นนี้จึงเป็นอีกโจทย์ใหญ่ข้อหนึ่งว่า ประเทศไทยของเราจะเดินหน้าต่อไปได้อย่างไร ในเมื่อมะเร็งร้ายกำลังเกาะกินอยู่แทบทุกส่วนของอวัยวะร่างกาย

               นอกจากเยาวชนถูกมอมเมาไปกับความเชื่อผิดๆ ในระบอบอุปถัมภ์แล้ว พวกเขายังตกอยู่ในภาวะอันตราย เมื่อครูผู้สอนส่วนหนึ่งหมดสภาพของความเป็นครู คือนอกจากจะไม่เอาใจใส่ต่อการสอนสั่งศิษย์แล้ว ยังแปลงร่างกลายเป็นอสุรกาย ดังเช่นข่าวการล่วงละเมิดเด็กหญิงและเด็กชาย ตั้งแต่ระดับเยาว์วัยขึ้นไปจนถึงมัธยมศึกษา เครื่องมือทันสมัยในการติดต่อสื่อสารในโลกโซเชียลมีเดีย อันควรจะเป็นช่องทางเสริมสร้างปัญญาและการเรียนรู้แลกเปลี่ยนวิชาระหว่างอาจารย์กับลูกศิษย์ กลับกลายเป็นอุปกรณ์สนองอนาจาร กรณีเช่นนี้แม้เป็นความผิดส่วนบุคคล แต่ก็ยากจะปฏิเสธได้ว่า หาใช่ความตกต่ำทางจริยธรรมของบุคลากรทางการศึกษาอย่างถึงที่สุด ทั้งนี้ ยังไม่นับรวมถึงการร่ำร้องหาปฏิรูปการศึกษาที่กำลังจะกลายเป็นเพียงวาทกรรมเลื่อนลอยจับต้องไม่ได้ไปเสียแล้ว

               อีกสถาบันหนึ่ง ซึ่งควรจะเป็นที่พึ่งของประชาชนในด้านการอบรมบ่มเพาะและให้ความรู้ก็คือ พระพุทธศาสนา ซึ่งตั้งแต่โบราณมา วัดวาอารามถือเป็นแหล่งวิชาความรู้ของชุมชนผ่านทั้งทางพระภิกษุและครูอาจารย์ หากแต่ทุกวันนี้ วัดต่างๆ กลับสูญสิ้นสถานะของคลังสมองไปเรื่อยๆ ในทางกลับกัน วัดหลายแห่งได้กลายเป็นตลาดค้าขายทำมาหารายได้ในเรื่องวัตถุและไสยศาสตร์อันงมงายไปเสียส่วนมาก ในบทบาทหนึ่งของสภาปฏิรูปแห่งชาติ ที่ออกมาเพรียกหาการปฏิรูปศาสนาและวงการสงฆ์กลับถอยทัพกลับไปเสียดื้อๆ ผลงานที่เห็นก็คือ ความคาราคาซังอันยากแก่การชำระสะสาง อย่างที่เห็นกันอยู่ว่า อาณาเขตของพุทธพาณิชย์ได้เริ่มกลืนกินเขตพัทธสีมาจนแทบไม่เหลือพื้นที่แห่งความรู้แจ้งอยู่เลย กล่าวโดยสรุปภาพ รวมสังคมไทยวันนี้ก็คือ สถาบันอันเป็นแหล่งของภูมิปัญญาและบ่มเพาะจริยธรรมกำลังสั่นคลอนง่อนแง่น ถ้าทุกฝ่ายยังคงมะงุมมะงาหรา จับต้นชนปลายไม่ถูกอยู่เช่นนี้ สังคมไทยก็จะมีแต่ความมืดบอดไม่สิ้นสุด