คอลัมนิสต์

ชี้ปมใหญ่เศรษฐกิจไทย'ติดหล่ม'

ชี้ปมใหญ่เศรษฐกิจไทย'ติดหล่ม'

20 มี.ค. 2558

ชี้ปมใหญ่เศรษฐกิจไทย“ติดหล่ม” : คอลัมน์ กระดานความคิด โดย... เสือซ่อนเล็บ

 
 
          ขณะที่รัฐบาล คสช.ของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา กำลังสาละวนอยู่กับการกอบกู้เศรษฐกิจที่จมปลัก หลังพบว่าอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจของประเทศ ในปี 2557 ที่ขยายตัวเพียง 0.7% ต่ำสุดในรอบทศวรรษ
 
          ทั้งที่ต้นทุนของรัฐบาล คสช.ชุดนี้ ออกสตาร์ทมาเร็ว-แรงราว “รถถังติดเทอร์โบ” ที่ทำอะไรก็รวดเร็วทันใจถูกอกถูกใจพ่อยก-แม่ยกขนานใหญ่ แต่วันนี้ รถถังติดเทอร์โบคันนี้ กลับออกอาการ “เครื่องรวน” 
 
          การปฏิรูปโครงสร้างพลังงานลดการบิดเบือนกลไกตลาด หรือสัมปทานปิโตรเลียม รอบที่ 21 ก็ไม่ได้ไปไหน จะยกเครื่องปฏิรูปภาษีก็รังแต่จะเรียกแขก ไม่รู้จะเสริมสร้างหรือ บั่นทอนศักยภาพและขีดความสามารถของประเทศกันแน่ ทั้งการปรับขึ้นภาษีแวต ปัดฝุ่นภาษีมรดกและภาษีการให้ และล่าสุดคือการปัดฝุ่นภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ทำเอาชาวบ้านร้านรวงรุมสวดกระหึ่มเมือง
 
           แม้ล่าสุดคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) จะปรับลดดอกเบี้ยนโยบาย 0.25% ส่งสัญญาณให้เกิดการกระตุ้นการลงทุนขนานใหญ่ แต่ สมหมาย ภาษี รมว.คลัง ก็ออกมาตีแสกหน้าว่าการปรับลดดอกเบี้ยลงแค่ 0.25% ไม่น่าจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศได้มากนัก เพราะเป็นการปรับลดตามกระแสกดดันของสังคมมากกว่า และยังไม่มั่นว่าในปีนี้เศรษฐกิจไทยจะสามารถฝ่าเป้าหมายไปถึง 4% ได้หรือไม่ ด้วยปัจจัยการส่งออกที่ยังไม่ฟื้นตัว เศรษฐกิจคู่ค้ายังชะลอตัวกันไปทั้งโลก
 
           ขณะที่นายกฯ และหัวหน้า คสช. จะสั่งไขลานการเบิกจ่าย รื้อระเบียบจัดซื้อจัดจ้างขนานใหญ่ ให้ “บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณรองนายกฯ?และ รมว.กลาโหม ลงมาเร่งการเบิกจ่ายงบประมาณของส่วนราชการ โดยเฉพาะงบลงทุนในโครงการต่างๆ และถึงขั้นให้การเบิกจ่ายงบประมาณเป็นดัชนีชี้วัดผลการทำงานของหัวหน้าส่วนราชการด้วย ?หากจะถามว่า “ต้นตอหรือปมใหญ่” ที่ทำให้การเบิกจ่ายงบประมาณ และโดยเฉพาะโครงการลงทุนเมกะโปรเจกท์ของรัฐมัน “ยักตื้นติดกึก ยักลึกติดกัก” เป็นเพราะเหตุใด? คำตอบก็อยู่ที่นโยบายรัฐอันสับสนที่ทำให้ข้าราชการผู้ปฏิบัติงาน “มึนแปดตลบ” นั่นแหล!
 
           ด้านหนึ่งสั่งเร่งรัดเบิกจ่ายงบประมาณ แต่อีกด้านกลับสั่งให้ส่วนราชการและรัฐวิสาหกิจทุกแห่งต้องดำเนินโครงการจัดซื้อจัดจ้าง โครงการลงทุนเหล่านี้อย่าง “สุดโปร่งใส” ก่อนหน้านี้ถึงกับให้ส่งโครงการจัดซื้อจัดจ้างเหล่านี้มาให้คณะกรรมการตรวจสอบการดำเนินโครงการรัฐ (คตร.) ที่มี พล.อ.อนันตพร กาญจนรัตน์ เป็นประธาน พิจารณากลั่นกรองชนิดเข้มข้น
 
           คำสั่งที่ 69/2557 ลงวันที่ 18 มิถุนายน 2557 ให้ส่วนราชการและรัฐวิสาหกิจทุกแห่งต้องกำหนดมาตรการป้องกันและแก้ไขปัญหาทุจริตคอร์รัปชั่นภายในหน่วยงาน และให้มีการรายงานผลการปฏิบัติต่อคณะรักษาความสงบแห่งชาติอย่างต่อเนื่อง พร้อมกับกำหนดโทษแก่ผู้บังคับบัญชาที่ปล่อยปละละเลยให้ผู้ใต้บังคับบัญชาของหน่วยงานมีการกระทำผิด โดยถือเป็นความผิดวินัยและหรือความผิดทางอาญาด้วย
 
           ล่าสุด เมื่อวันที่ 6 มีนาคม ที่ผ่านมา “บิ๊กตู่” ก็เพิ่งจะไปเปิดงานสัมมนาโครงการความโปร่งใสในการก่อสร้างภาครัฐ ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่างองค์กรต่อต้านคอร์รัปชั่น (ประเทศไทย) สำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) และสถานทูตอังกฤษประจำประเทศไทย โดย พล.อ.ประยุทธ์ ยังได้ตอกย้ำรัฐบาลจะยึดมั่นการทำงานที่โปร่งใสและรวดเร็ว ภายใต้หลักธรรมาภิบาล คุณธรรมและจริยธรรม 3 ป. คือป้องกัน ปราบปราม และปลูกจิตสำนึก
 
           ประกาศิตของนายกฯ และหัวหน้า คสช.ข้างต้นย่อมทำให้หัวหน้าส่วนราชการและรัฐวิสาหกิจทั้งหลายผวาไปตามๆ กันและต่างเลือกที่จะปกป้องตัวเองไว้ก่อน เพราะธรรมชาติของการทำงานนั้น ยิ่งทำมากก็ย่อมมีโอกาสผิดพลาดได้มาก เหตุนี้ทุกหน่วยงานจึงเลือกที่จะส่งโครงการจัดซื้อจัดจ้างหรือโครงการลงทุนใดๆ ไปให้ คตร.พิจารณาอนุมัติดำเนินการเอง
 
           พราะขืนอนุมัติจัดซื้อจัดจ้างกันไปก่อน เกิดมีใครร้องขึ้นมาก็มีหวัง “งานเข้า”
 
           เราจึงได้เห็นบรรดา “งบค้างท่อ” เดิมที่เคยแออัดยัดทะนานอยู่ที่หน่วยงาน ถูกส่งผ่านมาอยู่ที่ท่อใหญ่ คตร. ที่มี พล.อ.อนันตพร กาญจนรัตน์ปลัดบัญชีกลาโหมเป็นประธาน ซึ่งกว่าจะเคลียร์แฟ้มงานแต่ละโครงการไปได้ มันจึงกลายเป็นมหากาพย์ที่ทำให้การเบิกจ่ายงบลงทุนทั้งหลายเกิดภาวะที่เรียกว่า “ควงสว่าน-หมุนคว้างอยู่กับที่”
 
           แม้หลายฝ่ายจะปลอบใจตนเองว่าหลังนายกฯ เร่งรัดการเบิกจ่ายและส่ง “บิ๊กป้อม” ลงมาจี้รายวัน น่าจะช่วยให้ดีขึ้น แต่ความเป็นจริง หากการทำงานยังต้องฝ่าด่านอยู่อย่างนี้ อย่าว่าแต่ 4% ที่หวังเลย เอาแค่ให้เศรษฐกิจโตผ่านเปอร์เซ็นต์แรกให้ได้ก่อนเถอะ