คอลัมนิสต์

ถึงเวลายุบ(บาง)งานของตำรวจ?

ถึงเวลายุบ(บาง)งานของตำรวจ?

18 มี.ค. 2558

ถึงเวลายุบ(บาง)งานของตำรวจ? : คอลัมน์ โลกตำรวจ โดย... ปนัดดา ชำนาญสุข

 
 
          การรักษาความมั่นคงภายในที่ไม่ใช่ปัญหาอาชญากรรม กลายเป็นภารกิจที่มีความสำคัญของตำรวจในยุคครึ่งทศวรรษที่ผ่านมานี้ การรวมกลุ่มของฝูงชนที่มีความขัดแย้งกันอย่างรุนแรงและสุดโต่งในทางความคิดจนเกิดการแบ่งแยกขั้วแยกฝ่ายและใช้ความรุนแรงในรูปแบบต่างๆ รวมไปถึงการกระทำบางประการที่เข้าข่ายละเมิดสิทธิเสรีภาพของผู้อื่นไม่ละเว้นแม้กระทั่งในพื้นที่สาธารณะทวีความรุนแรงเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ อย่างชนิดไม่เกรงกลัวต่อบทลงโทษทางกฎหมาย มีการพัฒนากระบวนการสร้างความชอบธรรมต่อการใช้ความรุนแรงทุกรูปแบบต่อคนอื่นพวกอื่นโดยมิได้ตั้งคำถามถึงความชอบธรรมในการเคารพสิทธิแห่งความแตกต่างหลากหลาย
 
          ความล้มเหลวไร้ประสิทธิภาพอย่างมากและเป็นรูปธรรมที่ชัดเจนที่เกิดขึ้นในโลกการทำงานของตำรวจไทยท่ามกลางบริบทแห่งความขัดแย้งดังที่กล่าวมาข้างต้นนี้ คือ การทุ่มเทสรรพกำลังและทรัพยากรอย่างเต็มที่เท่าที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติมีอยู่เพื่อภารกิจการรักษาความมั่นคง(ควบคุมฝูงชน) จนทำให้งานป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมถูกละเลยไม่สามารถปฏิบัติได้อย่างที่ผ่านมาในอดีต เจ้าหน้าที่ตำรวจที่เคยปฏิบัติงานทั้งในงานสายตรวจ(งานป้องกันปราบปราม)งานสืบสวน งานจราจร หรือแม้กระทั่งเจ้าหน้าที่ธุรการต่างๆ ที่ทำงานด้านเอกสารจำเป็นต้องหมุนเปลี่ยนเวียนกัน “มีเวร” ที่จะต้องปฏิบัติภารกิจในการยืนเป็นกำแพงมนุษย์ เพื่อป้องกันการปะทะกันระหว่างกลุ่มคนไทยสองฝ่าย
 
          สิ่งที่น่าแปลกและควรทบทวน ไตร่ตรอง คือ ทำไมกลุ่มคนที่ยืนแทนท่านกำแพงคอนกรีตเหล่านั้นกลับถูกรังเกียจเดียดฉันท์ แทนที่จะได้รับคำขอบคุณสำหรับการปฏิบัติหน้าที่ที่ต้องใช้ความอดทนอดกลั้นเช่นนี้?
 
          โดยปกติธรรมชาติของมนุษย์นั้น ไม่ชอบการตกอยู่ในสภาพถูกบังคับ ถูกควบคุม โดยเฉพาะอย่างยิ่งมนุษย์ที่มิได้ตระหนักและให้ความสำคัญกับการควบคุมตนเอง หรือสร้างวินัยในตนเองด้วยแล้ว ยิ่งมีแนวโน้มที่จะไม่พึงพอใจต่อการถูกบังคับ ถูกควบคุมจากผู้อื่น อย่างเช่น กลุ่มผู้กระทำผิดกฎหมาย เป็นต้น แต่เราจำเป็นต้องยอมรับความจริงที่ว่าสังคมจะปั่นป่วน วุ่นวายหากเราปล่อยให้คนในสังคมสร้างกฎเกณฑ์ กติกาที่ไร้บรรทัด และไม่ยอมรับการปฏิบัติตามกฎหมาย ด้วยเหตุนี้ บทบาทของตำรวจจึงคือ การบังคับ ควบคุมให้คนในสังคมดำเนินชีวิตอยู่ร่วมกันในสังคมอย่างสงบสุขโดยใช้กฎหมายเป็นเครื่องมือในการปฏิบัติงาน
 
          แต่ในเมื่อการกระทำรุนแรงต่อกันที่เกิดขึ้นในสังคมไทยที่ผ่านมานั้น เกิดขึ้นบนพื้นฐานของวิธีคิด และมุมมองที่มีความแตกต่างกันอย่างสุดขั้ว และมองเห็นว่า ปฏิบัติการที่กลุ่มของตนกระทำ คือสิ่งที่ถูกต้อง เหมาะสม จึงมิได้เห็นว่า เป็นการกระทำที่มิชอบ ละเมิดสิทธิ หรือแม้กระทั่งผิดกฎหมาย
 
          การให้อภัยต่อการกระทำที่ละเมิดกฎหมายของพวกตน ในขณะที่จับจ้องการกระทำที่ผิดกฎหมายของฝ่ายอื่นพวกอื่นเป็นเงื่อนไขหนึ่งที่ทำให้เกิดการเหมารวมในลักษณะที่หากเมื่อใดรับรู้หรือตีความหมายได้ว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจส่วนหนึ่งส่วนใดกระทำพฤติกรรมใดที่เข้าข้างฝ่ายตรงข้าม (ถึงแม้ว่าอาจจะเป็นการรับรู้ที่คลาดเคลื่อนจากความเป็นจริงก็ตาม) จะกลายเป็นเงื่อนไขสำคัญต่อการก่อร่างและตอกย้ำอคติเดิมที่มีต่อตำรวจและการปฏิบัติหน้าที่ต่างๆ ของตำรวจในทันที และพร้อมที่จะแสดงความรู้สึกเหยียดและเกลียดชังออกมาสู่สาธารณะโดยมิได้คำนึงถึงว่าจะส่งผลกระทบต่อการปรับทับตรา (Label) ในเชิงลบและผลต่อการสร้างศรัทธาและความเชื่อมั่นต่อองค์กรตำรวจทั้งระบบ หรือไม่ อย่างไร?
 
          ศรัทธาและความเชื่อมั่นที่มีต่อการปฏิบัติหน้าที่ของตำรวจเป็นสิ่งที่มีความสำคัญอย่างมากต่อการทำให้ประชาชนยอมรับการทำหน้าที่ในการบังคับใช้กฎหมายซึ่งปัจจุบันตำรวจยังสอบไม่ผ่าน?
 
          เป็นไปได้หรือไม่ว่า เหตุแห่งการไร้ประสิทธิภาพนั้นเกิดขึ้นจากภาระงานที่มากเกินไป อีกทั้งยังต้องปฏิบัติงานในบริบทของความขาดแคลนทรัพยากรในทุกรูปแบบ ในเมื่อวาระการปฏิรูปองค์กรตำรวจเป็นความหวังที่เกิดขึ้นในยุคการคืนความสุขให้แก่ประชาชน(และตำรวจ)นี้แล้วนั้น จึงจะเป็นที่คาดหวังได้หรือไม่ว่า ไหนๆ ก็มีการสำรวจและตั้งประเด็นคำถามในเรื่องการแยก ตัด หรือ ยุบงานหรือหน่วยงานบางส่วนออกจากตำรวจแล้วนั้น หากจะลองตั้งโจทย์ที่ท้าทายเพื่อสร้างประสิทธิภาพสูงสุดในการปฏิบัติงานของตำรวจเพื่อให้ประชาชนไม่เกลียดชังตำรวจมากไปกว่านี้ รวมถึงการพิจารณากลไกในการป้องกันและปราบปรามการจลาจลให้เป็นที่ยอมรับทั้งของประชาชนในประเทศและสากลด้วยนั้น จะมีหน่วยงานใดที่ทำได้ดีกว่าสำนักงานตำรวจแห่งชาติหรือไม่? จะมีหน่วยงานใดที่พร้อมจะรับโอนภาระงานในส่วนนี้หรือไม่?
 
          หากไม่มี และยังพิจารณาเห็นว่าตำรวจไทยยังมีความสำคัญและมีศักยภาพในการทำหน้าที่เป็นกันชนได้อยู่นั้น ผู้มีอำนาจ นักวิชาการและผู้ทรงคุณวุฒิทั้งหลายพึงต้องคิดให้ทะลุด้วยว่า จะมียุทธศาสตร์ ยุทธวิธีในการบริหารจัดการระบบงานทั้งระบบในส่วนนี้อย่างไร?
 
          อย่าปล่อยให้คนทำงานที่เกี่ยวข้องกับสร้างความยุติธรรมในสังคมต้องอดทนอยู่กับความไม่ยุติธรรมต่างๆ โดยไม่สามารถส่งเสียงให้ใครรับฟังได้อยู่ต่อไปอีกเลย เพราะผลสุดท้ายแล้ว ความเสียหายของการควบคุมความรุนแรงในสังคมไม่ได้นั้น มิได้มีเพียงแค่การที่ประชาชนเกลียดตำรวจแต่เพียงเท่านั้น
 
          หากแต่ส่งผลต่อความผาสุกและคุณภาพชีวิตของคนไทยทั้งประเทศด้วย!!