
ไทยต้องคบอินเดียแบบจริงจัง
ไทยต้องคบอินเดียแบบจริงจัง : โลกสาระจิปาถะ โดย... กวี จงกิจถาวร
นิวเดลี-ไทยกับอินเดียถือได้ว่าเป็นครอบครัวเดียวกัน วัฒนธรรมไทยมาจากอินเดีย รวมทั้งศาสนาพุทธก็มีแหล่งกำเนิดในดินแดนแห่งนี้ สัมพันธ์ไทย-อินเดียน่าจะแน่นแฟ้นมากกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน แต่สภาพความเป็นจริงยังไม่เป็นเช่นนั้น คนไทยรวมทั้งข้าราชการไทยยังมองอินเดียในกรอบความคิดแคบๆ
ปีที่แล้ว นักท่องเที่ยวชาวอินเดียมาเที่ยวเมืองไทยเกือบ 1 ล้านคน นำเงินเข้าประเทศไทยมหาศาล จำนวนนี้จะสูงขึ้นเรื่อยๆ สาเหตุหลักคือ คนอินเดียชอบมาไทย รู้สึกอบอุ่นดี รัฐบาลไทยควรสนับสนุนความร่วมมือไทย-อินเดียมากขึ้นให้มีมิติหลากหลาย อินเดียเป็นประเทศมีศักยภาพสูงมากทางด้านซอฟต์แวร์ เทคโนโลยีสารสนเทศและวิทยาศาสตร์ทางด้านนิวเคลียร์ ไทยใช้เป็นประโยชน์ได้
อาทิตย์ที่ผ่านมา รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีต่างประเทศ พล.อ.ธนะศักดิ์ ปฏิมาประกร ได้ไปเยือนอินเดีย และเข้าร่วมการประชุม Delhi Dialogue ซึ่งเป็นเวทีแลกเปลี่ยนความคิดเห็นระหว่างผู้นำอินเดียและอาเซียนที่จัดเป็นประจำทุกปีตั้งแต่ปี 2009
พล.อ.ธนะศักดิ์ได้ตอกย้ำถึงความสำคัญของอินเดีย ความก้าวหน้าของเอเชียขึ้นอยู่กับความเจริญเติบโตแบบยั่งยืนของอินเดีย ประเด็นนี้น่าสนใจมาก ไทยเราเริ่มเห็นอินเดียกำลังมีบทบาทสูงในเศรษฐกิจและการเมืองในภูมิภาคเอเชียและในเวทีโลก
หลังเข้ามาบริหารประเทศ 1 ปี ที่ผ่านมาพอดี นายกรัฐมนตรีนเรนทรา โมดี ได้สร้างความหวังไว้มากว่า อินเดียตอนนี้ไม่เหมือนเดิม จะกระตือรือร้นมากกว่าเดิม เปิดกว้างมากขึ้น ให้นักลงทุนต่างประเทศเข้ามาทำธุรกิจง่ายขึ้น ไม่ต้องติดขัดกับระบบข้าราชการที่เชื่องช้าของอินเดียแบบในอดีต
อินเดียได้ออกนโยบายใหม่ว่า “Act East Policy” ต่อยอดจากนโยบายในอดีตที่ให้มุ่งเข็มมาที่โลกตะวันออกคือจีนและญี่ปุ่นมีอาเซียนติดท้ายไปด้วย นโยบายที่ผ่านมามีคนวิจารณ์ว่า อินเดียดีแต่พูด ไม่มีการติดตามต่อไม่มีแอ็กชั่น โมดีเข้ามา จึงมีการปรับนโยบายให้เป็นรูปธรรมมากขึ้น ตอนนี้ได้เวลาแล้วต้องมีผลงานพิสูจน์
เพื่อแสดงว่าอินเดียให้ความสนใจอาเซียนจริง เดือนนี้รัฐบาลอินเดียได้แต่งตั้งทูตอาเซียนประจำสำนักเลขาธิการอาเซียนที่กรุงจาการ์ตา เป็นประเทศคู่เจรจาอันดับที่ 5 ที่มีตัวแทนทูตในอาเซียน นอกเหนือจากสหรัฐอเมริกา จีน ญี่ปุ่น ออสเตรเลีย เกาหลีใต้ นิวซีแลนด์
ในปัจจุบันอินเดียมีจุดประสงค์สำคัญ ต้องการสร้างเครือข่ายเชื่อมโยง (connectivity) กับอาเซียน ผ่านมาทางพม่าและไทย ออกสู่ทะเลจีนใต้ อินเดียเห็นว่าทางด้านตะวันออกเฉียงเหนือยังเป็นดินแดนล้าหลัง ด้อยพัฒนามากๆ โมดีต้องการเห็นบริเวณนี้เปิดกว้าง มีการติดต่อกับโลกภายนอกมากขึ้น
รัฐบาลอินเดียเชื่อว่า การพัฒนาแคว้นมานีปูร์ ซึ่งเคยเป็นดินแดนเต็มไปด้วยชนกลุ่มน้อยต้องการแยกตัวจากจากอินเดียมีการต่อสู้กันมาก่อน จะมีผลบวกต่ออินเดียคือ ลดทิฐิของขบวนการแบ่งแยกดินแดนทั้งหลาย ให้เข้ามาสู่การเจรจาสันติภาพและปรองดองกับรัฐบาลกลางในเดลีและเข้าร่วมกันพัฒนาเศรษฐกิจและบ้านเมือง
ช่วงหลังมีการวิเคราะห์ในสื่อมวลต่างประเทศว่า รัฐบาลไทยกำลังเข้าไปซุกอ้อมกอดจีนหลังจากถูกสหรัฐอเมริกาทอดทิ้งไทยหลังปฏิวัติ ตามจริงไม่ได้เป็นเช่นนั้น ในประวัติศาสตร์สัมพันธ์ไทย-จีน จะเห็นว่าทั้งสองประเทศมีมิตรภาพที่ดีสนิทสนมต่อกัน ถ้อยทีถ้อยอาศัย แต่ไทยจะไม่โปรจีนหรือจีนจะไม่โปรไทยเด็ดขาด ทั้งสองประเทศยึดเหนี่ยวผลประโยชน์แห่งชาติเป็นหลัก
การเยือนอินเดียครั้งนี้ของ พล.อ.ธนะศักดิ์มีนัยสำคัญ ส่งสัญญาณชัดเจนว่า ไทยเราต้องการเป็นมิตรกับมหาอำนาจใหญ่เล็ก อำนาจต่อรองของไทยในเวทีโลกขึ้นอยู่กับนโยบายการทูตของเราว่ามีความยืดหยุ่นมากแค่ไหน ขณะนี้ต้องยอมรับและเข้าใจให้ดีก่อนว่า การเมืองระหว่างประเทศ ไม่มีมิตรแท้หรือศัตรูถาวรอีกต่อไป ต้องดูเป็นเรื่องๆ วิเคราะห์เป็นระยะๆ (case by case and time sensitive)
ไทย-อินเดียต้องเร่งกระชับความร่วมมือด้านเศรษฐกิจ วัฒนธรรม การเมืองและยุทธศาสตร์ ตอนนี้ไทยได้ดุลการค้ากว่า 6,000 ล้านเหรียญต่อปี หลังมีข้อตกลงการค้าเสรีในรายการสินค้า 53 รายการแรก ไทยเราได้เปรียบการค้า ในสินค้าส่งออกไปอินเดีย เช่น ทีวีจอแบน อะไหล่รถยนต์ เป็นต้น
รัฐบาลไทยต้องเข้าหาอินเดียมากกว่านี้ ไม่ต้องเขิน อินเดียได้เลือกไทยเป็นหุ้นส่วนทางด้านยุทธศาสตร์ตั้งแต่ปี 2012 ฝ่ายไทยยังไม่ได้ตอบสนองอย่างจริงจัง โอกาสตอนนี้ยังเป็นของไทย ตั้งแต่ปี 1987 ไทยกับอินเดียมีการพัฒนาสัมพันธ์อย่างต่อเนื่องในยุคสมัยนายกรัฐมนตรี พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ กับนายกรัฐมนตรีราจีฟ คานธี แต่ฝ่ายไทยไม่ได้ตามต่ออย่างใกล้ชิด ทำให้สมาชิกอาเซียนอื่นๆ เช่น สิงคโปร์แซงหน้าไปจนกลายเป็นประเทศอันดับหนึ่งในการลงทุนในอินเดีย ไทยมาเป็นอันดับสอง
นายกรัฐมนตรี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ควรเดินทางไปเยือนอินเดียเป็นทางการโดยเร็วที่สุด



