
เมื่อภาษีที่ดินผูกติดที่อยู่อาศัยสุดท้ายก็ไม่ได้อะไรเลย
16 มี.ค. 2558
เมื่อภาษีที่ดินผูกติดที่อยู่อาศัยสุดท้ายก็ไม่ได้อะไรเลย : ขยายปมร้อน โดย... อรรถยุทธ บุตรศรีภูมิ
พลันที่เห็น “ประยุทธ์ จันทร์โอชา” ออกคำสั่งให้ชะลอกฎหมายภาษีที่ดินและที่อยู่อาศัยออกไปก็มีสองความรู้สึกเข้ามา แวบแรกคือความรู้สึกโล่งใจ และดีใจที่อย่างน้อยรัฐบาลก็ยังฟังเสียงวิจารณ์ และไม่เร่งรีบ
ที่รู้สึกเช่นนี้ก็เพราะต้องยอมรับว่าตามข่าวที่ออกมานั้นกฎหมายฉบับนี้ดูเหมือนจะกระทบคนชั้นกลางและคนชั้นล่างมากกว่าคนชั้นสูงที่เป็นเจ้าของที่ดินมหาศาล ซึ่งควรจะเป็นเป้าหมายหลักของการเก็บภาษีประเภทนี้
หลักการของการออกกฎหมายเก็บภาษีที่ดินนั้นก็เพื่อต้องการลดความเหลื่อมล้ำในสังคม ต้องการให้คนรวยคายที่ดินที่มีอยู่มหาศาลออกมา และทำให้คนธรรมดาสามารถครอบครองที่ดินได้ง่ายขึ้น เพราะเมื่อผู้ถือครองที่ดินจำนวนมากทยอยปล่อยของที่เก็บไว้ออกมาราคาก็จะถูกลง
จากการสำรวจพบว่า 10 ตระกูล-บริษัท ที่ถือครองที่ดินมากที่สุดในประเทศไทย ถือครองที่ดินประมาณ 1 ล้านไร่ แน่นอนว่าในที่นี้มีทั้งที่ดินที่ใช้ประโยชน์และไม่ใช้ประโยชน์ หลายแห่งน่าจะอยู่ในลักษณะถือครองเพื่อเก็งกำไรด้วยซ้ำไป
แต่หลักการของกฎหมายนี้ตามคำให้สัมภาษณ์โดยเฉพาะจากทางกระทรวงการคลังกลับไม่ได้มองที่การ “ลดความเหลื่อมล้ำ” ซึ่งเป็นหลักการหลัก หากกลับไปพูดถึงเรื่องการจัดเก็บภาษีให้ได้เต็มเม็ดเต็มหน่วย
เมื่อเป็นเช่นนี้ “ภาษีที่ดิน” จึงถูกจับมาผูกเป็น “แพ็กเกจ” เดียวกับ “ภาษีที่อยู่อาศัย”?
ทำให้คนที่จะได้รับผลกระทบจากกฎหมายฉบับนี้ขยายวงกว้างออกไปมาก แม้จะพยายามขยายเพดานจาก 1 ล้านเป็น 1.5 ล้านบาท แต่ก็ไม่ได้ทำให้อะไรดีขึ้นมากนัก
เพราะปัจจุบันนี้บ้านธรรมดาก็เกินหนึ่งล้านบาทเข้าไปแล้ว โดยเฉพาะในกรุงน่าจะเกินที่ระดับสองล้านขึ้นไป ซึ่งคนเหล่านี้ไม่ใช่คนรวย หากแต่ต้องเป็นคนที่กัดฟัน ปากกัดตีนถีบทำมาหากินเพื่อหาเงินมาผ่อนบ้าน ซึ่งต่อเดือนก็ไม่ใช่น้อยอยู่ในระดับหนึ่งหมื่นขึ้นไปทั้งนั้นก็เพื่อหวังว่าจะมีที่อยู่อาศัยเป็นของตนเอง
ดังนั้นนี่จึงเป็นภาระที่เพิ่มขึ้นนอกเหนือจากค่าใช้จ่ายปกติ แม้อาจจะดูไม่มากในสายตาของบางคน แต่กับบางคนแล้วก็หนักหน่วงอยู่ไม่ใช่น้อย
เงินหลักพันของคนที่มีน้อยนั้นหนักหน่วงกว่าเงินหลักแสนของคนรวยยิ่งหนัก
หลายคนค่อนแคะ ค่อนขอดว่า เงินแค่นี้จะเป็นอะไร ปีหนึ่งคนชั้นกลางกินเหล้านอก ใช้จ่ายของสิ้นเปลืองเยอะกว่านี้ แต่ก็ใช่ว่าทุกคนจะเป็นเช่นนั้นเสียเมื่อไหร่
ส่วนการใช้จ่ายเงินกับสิ่งฟุ่มเฟือยก็เป็นเรื่องของบุคคล ไม่ใช่หมายความว่าจะใช้ข้ออ้างเหล่านี้เพื่อล้วงเงินออกจากกระเป๋าใครได้อย่างชอบธรรม
การชะลอเรื่องนี้เพื่อกลับไปทบทวน จึงถือเป็นเรื่องที่เหมาะสม ส่วนข้อครหาที่ว่าต้องถอนออกไปเพราะเกรงกระทบฐานเสียงนั้น ก็ยังเป็นเพียงข้อกล่าวหาลอยๆ ที่ยังไม่มีหลักฐานชัดเจน
อย่างไรก็ตามความรู้สึกที่ตามมาหลังจากนั้นคือ “เสียดาย” เพราะอย่างที่เกริ่นมาตั้งแต่ต้นแล้วว่า หลักการของการออกกฎหมายเช่นนี้คือการลดความเหลื่อมล้ำ และถือว่าเป็นเรื่องยากที่จะออกกฎหมายเช่นนี้ ดังที่พิสูจน์ทราบมาแล้วจากที่ผ่านมา
ที่เป็นเช่นนั้นเพราะมองกันว่า คนที่เป็นนายทุนให้พรรคการเมืองล้วนแล้วแต่เป็นผู้ที่ถือครองที่ดินมหาศาลทั้งสิ้น เช่นเดียวกับนักการเมืองที่เป็นผู้มีสิทธิในการออกกฎหมายก็ล้วนแล้วแต่มีที่ดินอยู่ไม่น้อย ดังนั้นจึงยากที่คนเหล่านั้นจะออกกฎหมายที่กระทบกับพวกตัวเอง
หลายคนจึงแอบหวังกับรัฐบาลนี้ที่บอกกับสังคมว่าไม่ใช่นักการเมือง เช่นเดียวกับที่บอกกับสังคมว่าต้องการปฏิรูปและลดความเหลื่อมล้ำ และนโยบายนี้ถือเป็นเรื่องลำดับแรกๆ ตั้งแต่คณะรักษาความสงบแห่งชาติเข้ามายึดอำนาจการปกครอง
แต่แล้วความหวังของหลายคนก็พังทลายลง ทั้งนี้ไม่ใช่จากอะไรเลย หากเป็นเพราะการตั้งโจทก์ที่ไม่ถูกต้องและนำหลักการที่ไม่เข้ากันมาผูกติดกัน ทำให้เป้าหมายหลักถูกเบี่ยงเบนออกไป และเป็นที่มาจากการปลุกกระแสต่อต้าน
น่าเสียดายว่าด้วยการกระทำเช่นนี้ ไม่ว่าจะเป็นเจตนาของใครบางคน หรือเป็นความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ก็ทำให้ เรื่องที่ควรจะเกิดขึ้นกลับไม่สามารถเกิดขึ้น
อาจจะดีที่เราไม่ได้กฎหมายภาษีที่เก็บจากคนทั่วไปซึ่งอาจจะเป็นการซ้ำเติมสภาพความเป็น อยู่ แต่ก็เป็นเรื่องที่ไม่ดีเพราะเราต้องสูญเสียโอกาสในการลดความเหลื่อมล้ำออกไป สุดท้ายจึงกลายเป็นว่าเราไม่ได้อะไรเลย
จึงอยากขอให้รัฐบาลนำเรื่องนี้กลับไปทบทวน และตั้งต้นให้ถูกต้อง เชื่อว่าถ้าทำได้วันั้นคงไม่มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์อย่างที่ผ่านๆ มา
.......................................
(หมายเหตุ เมื่อภาษี‘ที่ดิน’ผูกติด‘ที่อยู่อาศัย’สุดท้ายก็ไม่ได้อะไรเลย : ขยายปมร้อน โดย... อรรถยุทธ บุตรศรีภูมิ)



