
'รัฐมนตรีกับข้าราชการ'
16 มี.ค. 2558
'รัฐมนตรีกับข้าราชการ' : บทบรรณาธิการ ประจำวันจันทร์ที่ 16 มีนาคม 2558
ในระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยมนั้น ภาครัฐ โดยการทำงานที่จะขับเคลื่อนโดยรัฐบาลถือเป็นกลไกสำคัญที่สุดในฐานะผู้ควบคุมภาพรวมในวงจรเศรษฐกิจทั้งระบบ ขณะเดียวกัน รัฐโดยรัฐบาลก็มีหน้าที่ในการลงทุน ซึ่งขณะนี้ก็จะเห็นว่า รัฐบาลของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กำลังพยายามที่จะผลักดันโครงการขนาดใหญ่ อย่างเช่น โครงการรถไฟทางคู่ โครงการรถไฟฟ้าเชื่อมชานเมืองหลากสีหลายสายมูลค่าหลายแสนล้านบาท การผลักดันประมูลคลื่นสัญญาณ 4จี หรือแม้แต่โครงการบริหารจัดการน้ำที่พล.อ.ประยุทธ์ก็ไม่ได้ปิดประตูตายในอันที่จะรื้อฟื้นขึ้นมาเสียทีเดียว เช่นเดียวกับการหารายได้เข้าประเทศอย่างเช่นการเร่งรัดส่งออก นอกจากปัญหาตลาดหลักอย่าง จีน ญี่ปุ่น ยุโรป และตลาดรองอย่างเช่นรัสเซียอยู่ในภาวะซบเซาแล้ว ประเทศไทยก็กำลังประสบปัญหาศักยภาพการแข่งขันที่ไม่มีนวัตกรรมเข้ามาส่งเสริมให้แข็งแกร่งเอาชนะคู่แข่งได้
ภาพรวมดังกล่าวมาข้างต้น ส่วนสำคัญหนึ่งถูกโฟกัสไปยังข้าราชการที่ควรจะเป็นเครื่องจักรหลักในการจับเคลื่อนกลไกต่างๆ แต่กลับดำรงตนเสมือนเครื่องยนต์ดับ ย่อมแน่นอนว่า นายกรัฐมนตรีจะต้องออกมาตำหนิติติง พร้อมคำขู่ที่ว่า จะเล่นงานข้าราชการระดับปลัดกระทรวงลงไปที่ยังไม่เอาใจใส่ผลักดันการเบิกจ่ายงบประมาณให้เป็นไปตามเป้าหมาย เพื่อสร้างงานและกระจายเม็ดเงินในระบบ นายกรัฐมนตรีเห็นว่า คำวิจารณ์ที่ว่า รัฐบาลไม่มีผลงานนั้น ไม่ได้หมายความว่า รัฐมนตรีในรัฐบาลไม่ทำงาน หากแต่เป็นเพราะข้าราชการต่างหาก "แต่ถ้ากระทรวงไหนที่ท่านบอกไม่มีผลงาน ขอให้ย้อนไปดูว่า มีปัญหาอะไรบ้างในกระทรวง ข้าราชการต้องรีบแก้ไขตัวเอง โดยเฉพาะกระทรวงที่ประชาชนไม่เชื่อถือ ผมไม่โทษเจ้ากระทรวง เพราะว่าผมรู้ ผมตั้งไปเองนะ แล้วก็มีการประชุม มีการทำงานร่วมกัน แต่มันไม่ออก เพราะว่าเขาไม่ได้ไปทำเอง รัฐมนตรีทำเองไม่ได้ ข้าราชการเป็นคนทำทั้งสิ้น แสดงว่ากลไกมันไม่ได้"
ไม่ใช่ครั้งแรก ที่นายกรัฐมนตรีส่งสัญญาณถึงข้าราชการทุกกระทรวงด้วยท่าทีแข็งขันเอาจริงเอาจังเช่นนี้ เพราะนายกรัฐมนตรีได้รับทราบสภาพข้อเท็จจริงของปัญหาตั้งแต่เข้ามาทำหน้าที่ได้ไม่นานนักว่า ข้าราชการเกียร์ว่าง อย่างที่นายกรัฐมนตรีเคยพูดว่า ข้าราชการคิดกันว่า รัฐบาลชุดนี้อีกไม่นานก็ไป จึงไม่ต้องทำอะไรที่สนองนโยบาย ซึ่งเป็นความคิดที่ผิด มาคราวนี้นายกรัฐมนตรีน่าจะเห็นความจำเป็นที่จะต้อง "ขันนอต" กันอีกรอบ ก็เพราะตัวเลขการเบิกจ่ายงบประมาณยังไม่กระเตื้องขึ้น นั่นหมายถึงว่ากลไกในการกระตุ้นเศรษฐกิจที่กำลังซบเซาให้พลิกฟื้นคืนชีพยังอยู่ในอาการง่อยเปลี้ยเสียขา ขณะที่เครื่องจักรตัวอื่นก็ยังหวังพึ่งพิงยาก ไม่ว่าจะเป็นการส่งออก การลงทุนโครงการขนาดใหญ่ การบริโภคภายในประเทศ ฯลฯ
จากข้อมูลตัวเลข สถิติการเบิกจ่ายเงินงบประมาณของหน่วยราชการต่างๆ คือคำฟ้องที่ส่งไปถึงนายกรัฐมนตรีซ้ำแล้วซ้ำเล่า และนายกรัฐมนตรีได้แปรเปลี่ยนเป็นสัญญาณที่ส่งถึงข้าราชการให้เร่งลงมือทำงาน ดังเช่นที่ได้ประกาศแยกแยะระหว่างรัฐมนตรี และข้าราชการ ซึ่งน่าจะหมายถึงระดับปลัดกระทรวงลงไป ขณะที่การดำเนินมาตรการกับระดับปลัดกระทรวงจะต้องผ่านความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรี ซึ่งก็จะเท่ากับเป็นการดำเนินงานของรัฐบาลทั้งคณะ รัฐมนตรีแต่ละกระทรวงก็จะต้องแสดงให้สังคมได้ประจักษ์ด้วยว่า ข้าราชการคนใดคือตัวปัญหา เพราะไม่เช่นนั้นรัฐบาลและนายกรัฐมนตรีก็จะโดนครหาว่ากลั่นแกล้งข้าราชการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับความสงสัยของสังคมถึงผลงานของเจ้ากระทรวงว่าได้ลงมือทำหรือว่ารอให้นายกรัฐมนตรีลงไปล้วงลูก ซึ่งก็คงจะมีสภาพไม่ต่างไปจากข้าราชการที่กำลังเกียร์ว่างอยู่นั่นเอง



