
'นาย'ที่ดูไม่ได้ของตำรวจไทย
11 มี.ค. 2558
"นาย"ที่ดูไม่ได้ของตำรวจไทย : คอลัมน์ โลกตำรวจ โดย... ผศ.ดร.ปนัดดา ชำนาญสุข
โรงพักหรือสถานีตำรวจเป็นหน่วยงานหลักของสำนักงานตำรวจแห่งชาติที่นับได้ว่าเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญที่เรียกกันอย่างเท่ๆ ว่าเป็นจุดแตกหักในการบ่งชี้ว่า นโยบายของผู้บริหารตำรวจสามารถบรรลุผลสำเร็จได้จริงหรือไม่? หรือเป็นเพียงแค่การสร้างความฝันเท่านั้น
ดังนั้น การที่ พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ มีคำสั่งให้มีการระดมเหล่าบรรดาขุนพลตำรวจที่มีความรู้ความสามารถในการระดมความคิดเพื่อการพัฒนาประสิทธิภาพสถานีตำรวจให้สามารถทำงานในการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรม พร้อมทั้งสามารถสร้างความเชื่อมั่นศรัทธาแก่ประชาชนในพื้นที่ด้วยนั้นนับได้ว่าเป็นการสั่งที่ตรงจุด และควรทำให้เกิดขึ้นได้จริงเป็นรูปธรรมที่ชัดเจนด้วย
การปรับรื้อระบบงานโรงพักทั้งระบบที่ผ่านการคิดวิเคราะห์งานโรงพักอย่างรอบด้านและมองโดยองค์รวมตามเนื้องานตำรวจ (ตำรวจศาสตร์ ไม่ใช่นิติศาสตร์ ไม่ใช่รัฐศาสตร์ และไม่ใช่สังคมศาสตร์)โดยนำประสบการณ์ที่เกิดขึ้นจากการทำงานท่ามกลางบริบทของความขาดแคลน ความขัดสน และท่ามกลางข้อจำกัดต่างๆ ที่ดำรงอยู่อย่างต่อเนื่องตลอดห้วงเวลาที่ผ่านมาจนกลายเป็นวัฒนธรรมการทำงานเฉพาะของตำรวจมาคิดวิเคราะห์หาสาเหตุรากเหง้าที่มาแห่งปัญหาที่ทำให้ประสิทธิภาพการปฏิบัติงานที่สถานีตำรวจไม่มีประสิทธิภาพเท่าที่ควรจะเป็นนั้นควรจะต้องมีการแก้ไข เปลี่ยนแปลง ปรับปรุงอย่างไรนั้น เป็นองค์ความรู้ชนิดที่ผู้ทรงคุณวุฒิหรือนักวิชาการคนนอก(วงการตำรวจ)มิอาจจะสามารถล่วงรู้ได้อย่างครบถ้วนลุ่มลึก ดังนั้น การคิดว่าวุฒิการศึกษาและตำแหน่งจะเป็นเครื่องยืนยันว่ามีความรู้ด้านระบบงานตำรวจที่เกี่ยวข้องกับการส่งต่อและเชื่อมประสานงานในกระบวนยุติธรรมอาจจะไม่ใช่เรื่องจริง !!!
ถึงแม้ว่าจะเห็นด้วยอย่างยิ่งว่า โรงพักจำเป็นต้องได้รับการปรับรื้อและสร้างวิถีวัฒนธรรมการทำงานเสียใหม่เพื่อให้ทั้งตำรวจผู้ปฏิบัติงานและประชาชนมีความรู้สึกมั่นคง ปลอดภัย และได้รับความยุติธรรมในการทำงานอย่างแท้จริงก็ตาม แต่ไม่เห็นด้วยอย่างยิ่งที่จะแต่งตั้งคนนอกที่มีอำนาจเหนือเหล่าบรรดาผู้มีประสบการณ์งานตำรวจมาแสดงบทบาทหน้าที่ในการปรับรื้อเปลี่ยนแปลงปฏิรูปงานตำรวจในครั้งนี้
บทบาทหน้าที่และความรับผิดชอบจำเป็นต้องเป็นไปอย่างสอดคล้องกัน หากเปลี่ยนแปลงแล้วยิ่งถอยหลังเข้าคลอง คนนอกเหล่านั้นจะรับผิดชอบอย่างไรไหว ????? ผลกระทบสุดท้ายและกรรมจะตกอยู่ที่ชาวบ้านที่ได้รับความเดือดร้อนจากการคุกคามของอาชญากรและคนกระทำผิดกฎหมายอาญาประเภทต่างๆ
ปัญหาและอุปสรรคของโรงพักซึ่งเป็นหน่วยปฏิบัติที่สำคัญคือ เรื่องงบประมาณ และกำลังพล(อย่าสั่งว่าห้ามพูดเรื่องนี้ถ้าคิดจะปฏิรูป!!!)
แต่ปัญหาการขาดแคลนกำลังพลนี้มิได้มองผ่าน "มิติจำนวน" แต่เพียงเท่านั้น แต่มีความจำเป็นต้องมองใน "มิติของคุณภาพ" ด้วย
เมื่อนายระดับสูงซึ่งส่วนใหญ่มักเป็น "นายพล" มักจะดึงเอากำลังพลที่ปฏิบัติงานอยู่ที่โรงพักไปใช้งาน หากดึงไปใช้งาน นั่นหมายความว่า คนที่ถูกดึงมีความรู้ ความสามารถ มีฝีมือในการทำงาน ขยันขันแข็ง ซึ่งแน่นอนว่ากำลังพลที่มีคุณสมบัติเช่นนี้มีจำนวนน้อยมากในแต่ละโรงพัก ??
เมื่อคนเช่นนี้ถูกนายพลดึงไปใช้งานต่างหน่วยในส่วนที่นายพลท่านนั้นเป็นผู้รับผิดชอบ ปัญหาจึงตกอยู่ที่โรงพักทันที สภาพโรงพักที่ขาดแคลนบุคลากรที่มีความรู้ความสามารถความเชี่ยวชาญเฉพาะส่งผลกระทบต่อทั้งประสิทธิภาพในการทำงานและบรรยากาศในการทำงานโดยทั่วไป ดังจะเห็นได้ว่าหากสถานที่ทำงานใดมีบุคลากรที่มีความกระตือรือร้น มีความขยันหมั่นเพียร มีความรู้ความสามารถในการทำงานให้ประสบความสำเร็จอย่างมีประสิทธิภาพจะทำให้ประชาชนที่มาติดต่อขอรับบริการสามารถรู้สึกได้ถึงบรรยากาศแห่งการทำงานที่มีประสิทธิภาพที่แตกต่างจากหน่วยงานที่มีแต่คนทำงานเพียงแค่พอผ่านไร้หัวจิตหัวใจที่จะทำให้งานที่รับผิดชอบเป็นไปด้วยดีที่สุด รวมถึงความพยายามที่จะคิดค้นวิธีการทำงานที่ดียิ่งขึ้น พยายามที่จะพัฒนาความรู้ความสามารถของตนเอง...กองวิจัยและประเมินผล ในสังกัดสำนักยุทธศาสตร์ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และสำนักงานกำลังพลได้เคยวิเคราะห์ปัญหาคุณภาพที่เหลืออยู่ของกำลังพลในแต่ละสถานีตำรวจหรือไม่ ? อย่างไร?
สิ่งที่น่าเศร้าใจมากยิ่งไปกว่านั้นคือ เมื่อถึงวาระพิจารณาขั้นประจำปี รอบกลางปีก็จะมีใบสั่งมาให้ขั้นแก่ผู้ที่ไปช่วยราชการอีก เพราะคำสั่งระบุไม่ให้ขาดจากต้นสังกัด เรียกได้ว่างานไม่ได้ทำให้โรงพักเพื่อบริการประชาชน แต่มาแย่งเอาทรัพยากรที่แสนจะจำกัดของโรงพักไปอีก ปรากฏการณ์เช่นที่ว่านี้บั่นทอนขวัญและกำลังใจแก่ตำรวจที่เหลืออยู่ที่โรงพักที่ต้องมีภาระงานที่เพิ่มขึ้น วิถีเช่นนี้ก่อร่างวิธีคิดที่ว่า "วิ่งไปช่วยราชการ (ตามหน้าห้องนาย) สบายกว่า ได้ขั้นด้วย”
อย่างไรก็ตาม มิใช่ว่าการที่นายดึงคนดีมีฝีมือไปทำงานก็มิใช่จะเป็นข้อเสียแต่เพียงอย่างเดียว ถ้างานที่นายมอบให้คนดีมีฝีมือนั้นได้ถูกทำเพื่อส่วนรวมเพื่อหน่วยอย่างแท้จริง ถึงแม้ว่าจะไม่ใช่ระดับโรงพักก็ตาม หากแต่นายคงต้องคิดให้รอบด้านและทะลุปรุโปร่งด้วยว่า เมื่อดึงไปแล้วโรงพักจะอยู่กันอย่างไร? หรืออาจต้องทบทวนว่า กลไกการพัฒนาและสร้างคนของโรงพักถึงขนาดวิกฤติจนถึงขั้นทั้งโรงพักมีตำรวจที่มีศักยภาพอยู่เพียงไม่กี่คนจริงหรือ???
อย่าคิดว่าคนที่ไปอยู่กับนาย(ตามนาย หรืออยู่หน้าห้องนาย)จะเป็นฝ่ายถูกนายดึงไปแต่เพียงอย่างเดียว หากแต่ประเภทพวกวิ่งตามตื๊อนาย(ภายหลังจากมองช่องทางแล้วว่านายคนนี้แหละที่สามารถให้ในสิ่งที่ต้องการอันเป็นสิทธิพิเศษมากกว่าคนอื่นได้ เพียงแค่แลกกับการเฝ้าบ้านนาย ชงกาแฟ ทำงานเล็กๆ น้อยๆ อาจโดนนายระบายอารมณ์ใส่บ้าง) ตำรวจประเภทนี้สมควรได้รับบทเรียนที่สำคัญในยุคปฏิรูปนี้หรือไม่?
ความเหลื่อมล้ำของการพัฒนาคนและการประเมินผลการทำงานเช่นนี้ มีแต่นายเท่านั้นที่ต้องควบคุมพฤติกรรมและใจของนายเองอย่างมีสติว่าจะไม่เป็นส่วนหนึ่งที่ทำลายวัฒนธรรมการบริหารงานที่ดีขององค์กรตำรวจ !!!
ผลลัพธ์ของการสะสมปรากฏการณ์เช่นนี้อาจทำให้คนที่ขึ้นมาเป็นนายในแต่ละระดับขององค์กรตำรวจอยู่ในสภาพที่เรียกว่า...."ดูไม่ได้"



