
แปลงร่างแม่น้ำ4สาย
11 มี.ค. 2558
"แปลงร่าง" แม่น้ำ 4 สาย : คอลัมน์ ขยายปมร้อน โดย... อรรถยุทธ บุตรศรีภูมิ สำนักข่าวเนชั่น
ลุยไปข้างหน้าแบบไม่รีรอ และขณะนี้ “ร่างแรก” ของร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ได้เสร็จสิ้นแล้ว มีทั้งส่วนที่ตรงใจและส่วนที่ไม่ตรงใจใครหลายๆ คน จากนี้ไปจนกว่าจะเข้าสู่การพิจารณาของสภาปฏิรูปจะไม่มีการแก้ในหลักการอีกแล้ว เว้นแต่หลังจากนั้นจะมีหน่วยงานเสนอแก้และกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญยอมรับจึงจะแก้ไขในหลักการได้
เป็นที่ชัดเจนแล้วว่า แม่น้ำห้าสายตามโรดแม็พของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) จะมีเพียงสายเดียวอย่าง “กรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ” ที่ถูกห้ามกลับมาดำรงตำแหน่งทางการเมือง หรือตำแหน่งใดๆ ในรัฐธรรมนูญฉบับใหม่เป็นเวลาสองปี ส่วนแม่น้ำอีก 4 สายนั้นไม่มีข้อห้ามแต่อย่างใด ทั้งนี้ เป็นไปตามรัฐธรรมนูญชั่วคราวบัญญัติเอาไว้
แน่นอนว่าการไม่ห้ามเช่นนี้ย่อมถูกตั้งข้อสงสัยว่าเป็นการปูทางเพื่อสืบทอดอำนาจหรือไม่ แต่เราคงไม่สามารถไปฟันธงหรือกล่าวหาใครไปก่อนได้ เพราะเรื่องเช่นนี้เป็นเรื่องเจตนาและต้องดูผลที่เกิดขึ้นจริง
แต่เราได้รวบรวมคร่าวๆ ว่า แม่น้ำอีกสี่สายอันประกอบด้วย คสช., คณะรัฐมนตรี, สมาชิกสภานิติบัญญัติ (สนช.) และสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.)จะสามารถดำรงตำแหน่งอะไรที่สำคัญๆ ได้บ้างตามรัฐธรรมนูญฉบับใหม่
อย่างแรกในระบบของ “ฝ่ายบริหาร” ซึ่งถือเป็นตำแหน่งทางการเมืองหลัก ไม่ห้ามเขาเหล่านี้กลับมาสู่ตำแหน่งนายกรัฐมนตรี หรือตำแหน่งรัฐมนตรี ที่สำคัญที่เป็นที่วิจารณ์คือ เขาเหล่านี้แม้ไม่ต้องผ่านการเลือกตั้งก็สามารถเข้าสู่ตำแหน่งเช่นว่าได้ เพราะร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ไม่ได้กำหนดว่า นายกรัฐมนตรีต้องเป็น ส.ส.
ส่วนในตำแหน่ง "ฝ่ายนิติบัญญัติ" คือ ส.ส.นั้น ก็ไม่ได้ห้ามเช่นเดียวกัน แต่เขาเหล่านี้ก็ต้องลงรับสมัครเลือกตั้ง ซึ่งก็ขึ้นกับว่าจะลงแบบสังกัดพรรคการเมือง หรือกลุ่มการเมือง และจะลงแบบแบ่งเขต หรือแบบบัญชีรายชื่อ
แต่ที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าจะเป็นที่รองรับเหล่าบรรดาแม่น้ำทั้ง 4 สายคือ “วุฒิสภา” เพราะตามร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ส.ว.จะไม่ได้มาจากการเลือกตั้งโดยตรงของประชาชน หากแต่จะมาตามวิธีพิเศษซึ่งแล้วแต่ใครจะนิยามว่าอย่างไร
หากเป็นกรรมาธิการยกร่างฯ ก็เลือกที่จะเรียกว่าเป็น “เลือกตั้งทางอ้อม” แต่หากเป็นฝ่ายที่เห็นต่างก็เลือกที่จะเรียกว่าเป็น “ลากตั้ง” นั่นเอง
และหากไปดูตามบทบัญญัติที่เขียนไว้ จะพบว่ามีหลายช่องทางที่กลุ่มคนในแม่น้ำสี่สายสามารถกลับเข้ามาได้ โดยที่มา ส.ว.ประกอบด้วย (1) อดีตประมุข ของฝ่ายบริหาร นิติบัญญัติ และตุลาการ (2) อดีตข้าราชการระดับสูงและผู้นำเหล่าทัพ (3) ผู้แทนองค์กรวิชาชีพ (4) ผู้ซึ่งมาจากการเลือกกันเองขององค์กรต่างๆ และ (5) ผู้ทรงคุณวุฒิในด้านต่างๆ
ซึ่งถ้ายึดตามโมเดลปี 2550 เราจะพบว่ามีอดีตผู้ที่เกี่ยวข้องกับการรัฐประหาร ไม่ว่าจะเป็น สนช.หรือ สมาชิกสภายกร่างรัฐธรรมนูญหลายคนได้กลับมาเป็น ส.ว.ในประเภท ส.ว.สรรหา ซึ่งครั้งนี้ก็ถูกจับตาเช่นกัน ว่า สนช. และ สปช. บางคนอาจจะกลับเข้ามาในตำแหน่งนี้
โดยเฉพาะอย่างยิ่งการที่ไม่มี ส.ว.แบบเลือกตั้งทำให้จำนวนเปิดกว้างมากขึ้่น ดังนั้นจึงมีความเป็นไปได้ที่จะเห็นคนเหล่านี้มาเป็น ส.ว.มากขึ้น
นอกจากนี้ยังมีอีกสององค์กรที่ถูกกำหนดขึ้น และถูกมองว่าเป็นการกำหนดเพื่อรองรับ สนช. และ สปช. เช่นกัน โดยเป็นสององค์กรที่ตั้งขึ้นเมื่อเพื่อทำงานปฏิรูป นัยว่าเพื่อไม่ให้เกิดการ “เสียของ” ขึ้น
โดยองค์กรเแรกเรียกว่า “สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ” ซึ่งมีการกำหนดว่าจะมีสมาชิกไม่เกิน 120 คน และระบุที่มาตายตัวว่า จะมาจาก สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) จำนวน 60 คน สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) จำนวน 30 คน และผู้ทรงคุณวุฒิซึ่งมีความเชี่ยวชาญในการปฏิรูปด้านต่างๆ จำนวน 30 คน
ส่วนองค์กรที่สอง คือ “คณะกรรมการยุทธศาสตร์การปฏิรูปแห่งชาติ” ประกอบด้วยกรรมการ ซึ่งปฏิบัติหน้าที่เต็มเวลาและมาจากผู้ทรงคุณวุฒิที่มีความเชี่ยวชาญในการปฏิรูปด้านต่างๆ ไม่เกิน 15 คน ซึ่งแต่งตั้งมาจากสภาขับเคลื่อนฯ
นอกจากนี้แล้วยังมีองค์กรที่จะเกิดขึ้นใหม่อย่าง คณะมนตรีสมัชชาคุณธรรม และสมัชชาคุณธรรม แม้ไม่ได้กำเนิดตามรัฐธรรมนูญโดยตรง แต่มีอำนาจไม่น้อยตามรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ โดยเฉพาะการถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง
อีกทั้งยังมีองค์กรอิสระ ที่เปลี่ยนชื่อเป็นองค์กรตรวจสอบ ซึ่งมิได้ห้ามเขาเหล่านี้เข้ามาดำรงตำแหน่ง
เมื่อไม่บัญญัติบทห้ามเอาไว้ เราก็คงเห็นแม่น้ำอีกสี่สาย แปลงร่างมาอยู่ในรัฐธรรมนูญฉบับใหม่
ส่วนจะเรียก “สานต่อ” “สืบทอด” หรือ “สิทธิ” ก็แล้วแต่จะเรียกและนิยาม !



