คอลัมนิสต์

เหตุจูงใจป่วนเมืองยังมีอยู่

เหตุจูงใจป่วนเมืองยังมีอยู่

10 มี.ค. 2558

เหตุจูงใจป่วนเมืองยังมีอยู่ : ขยายปมร้อน โดยศรุติ ศรุตา

              เรียกได้ว่าสะเทือนกันทั้งบางเลยทีเดียว ภายหลังคู่หูมือระเบิดถูกจับได้หลังไปปาระเบิดใส่ศาลอาญา เมื่อค่ำวันที่ 7 มีนาคม

              สำหรับมือระเบิดนั้น กรรมตามสนองชนิดไวปานจรวด เพราะถูกเจ้าหน้าที่ยิงจนได้รับบาดเจ็บ ส่วนคนขี่มอเตอร์ไซค์ก็หนีไม่รอด โดนล้อมจับได้

              คำสารภาพของมือระเบิดถึงเหตุจูงใจในการก่อเหตุป่วนเมืองครั้งนี้ เป็นเรื่องที่น่าตกใจว่า นอกจากแรงจูงใจทางการเมืองแล้ว ยังมีปัจจัยเงินทองเข้ามาเกี่ยวข้อง แถมยังบอกด้วยว่า จะก่อเหตุครั้งใหญ่ทั่วกรุงพร้อมกันนับร้อยจุดในวันที่ 15 มีนาคม

              ที่ว่าทั่วกรุงนั้น น่าจะไม่นับ “วัดอ้อน้อย” เข้าไปด้วย เพราะน่าจะเฉพาะเจาะจงไปที่ “หลวงปู่พุทธะอิสระ” ซึ่งก็คงไม่ใช่เรื่องการเมือง หากแต่น่าจะเป็นเรื่องอารมณ์ล้วนๆ

              แต่คำถามก็คือว่า ในเมื่อกำหนดวันที่ 15 มีนาคม แล้วทำไมชิงลงมือก่อน ?

              ก็รู้อยู่ว่า ทันทีที่เสียงระเบิดดังขึ้น ความเข้มงวดในเรื่องการรักษาความปลอดภัยก็จะเพิ่มขึ้นไปอยู่ที่ระดับสูงสุดในทันที

              ทหารติดอาวุธจะยืนกันเต็มพรืดเหมือนวันแรกๆ ของการยึดอำนาจ!

              นอกเหนือจากความจำเป็นที่จะนำเงินไปเป็นค่าใช้จ่ายในการทำคลอด ก็น่าสนใจว่า ทำไมถึงต้องยอมเสี่ยงที่จะถูกจับ-ยิง

              แม้ในมุมของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้า คสช.จะบอกว่า คนทำโง่ คนจ้างยิ่งโง่กว่า แต่เอาเข้าจริงคนเหล่านี้มีสติปัญญาน้อยขนาดนั้นเชียวหรือ

              ยิ่งเห็นข้อความที่คนก่อเหตุกับคนจ่ายเงินพูดคุยกันแล้ว แรงจูงใจที่จะก่อเหตุป่วนเมือง เขย่าความน่าเชื่อถือของรัฐบาลทหาร เย้ยหยันต่ออำนาจกฎอัยการศึก ที่ให้อำนาจทหารอย่างเต็มที่ แต่ก็ไม่สามารถสกัดกั้นการก่อเหตุได้

              นี่ถ้าวันที่ 15 มีนาคม เกิดเหตุป่วนเมืองขึ้นจริง ก็จะยิ่งทำลายความน่าเชื่อถือของรัฐบาลหนักเข้าไปอีก!

              สิ่งที่ทำให้คนเหล่านี้ “ทนไม่ไหว” นั้น น่าจะเป็นเรื่องราวของแกนนำแดงหลายคนถูกศาลพัทยาตัดสินจำคุกคนละ 4 ปี โดยไม่รอลงอาญา โดยคำพิพากษามีขึ้นเมื่อวันที่ 5 มีนาคม

              คดีนี้เกิดขึ้นเนื่องจากแกนนำเสื้อแดงนำม็อบบุกเข้าไปในโรงแรมรอยัล คลิฟ บีช ซึ่งขณะนั้นกำลังจะมีการประชุมอาเซม จนทำให้ผู้นำหลายประเทศยกเลิกการเดินทางมาร่วมประชุม และทำให้การประชุมต้องล้มเลิกไปโดยปริยาย สร้างความเสียหายให้แก่บ้านเมืองที่ถูกทำลายความน่าเชื่อถือลงอย่างสิ้นเชิง

              นอกจากนี้ ยังมีคดีความที่กระทบจิตใจคนเสื้อแดงที่เกิดขึ้นกับ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อีกหลายคดี เข้าคิวรอการพิจารณาของศาล ก็ยิ่งตอกย้ำมากขึ้น

              แต่การเอาความไม่พอใจมาก่อเหตุก็ไม่ต่างจากเอาไข่ไปปาใส่ก้อนหิน มีแต่จะแตกสลายไปเอง

              การก่อเหตุจึงน่าจะมีการวางเป็นขั้นเป็นตอน โดยเริ่มที่ศาลอาญา จากนั้นก็จะเกิดขึ้นในที่อื่นๆ สร้างความหวาดผวาให้แก่ประชาชนคนบริสุทธิ์ และจะเกิดแรงกดดันไปยังรัฐบาล คสช. เนื่องจากเรื่อง “ความมั่นคง” ดูเหมือนจะเป็นสิ่งเดียวที่รัฐบาล คสช.การันตีกับประชาชนได้

              ในขณะที่เรื่องเศรษฐกิจที่ยังไม่แน่ใจว่าจะโงหัวขึ้นได้เมื่อใด ราคาพืชผลการเกษตรจะทำให้เกษตรกรลืมตาอ้าปากได้หรือไม่ ยังคงเป็นคำถามที่ไร้คำตอบ

              บทจะแก้ปัญหาก็ผ่าจะไปเก็บภาษีที่อยู่อาศัย หนึ่งในปัจจัยสี่ ทำเอาคนบ่นกันทั้งเมือง เพราะเรื่องภาษียังมีที่ให้เก็บอีกเยอะ อย่างน้อยๆ ก็ไล่จากบริษัทห้างร้านที่ชอบมี 2-3 บัญชี ให้มาเสียเต็มเม็ดเต็มหน่วย ก็น่าจะแก้ปัญหาได้พอสมควร

              แต่กลับไปพูดถึงสิ่งที่คนมีบ้านจะต้องจ่าย ทั้งที่รายรับก็ไม่ได้เพิ่มขึ้น เนื่องจากเศรษฐกิจยังฟุบอยู่

              ส่วนเรื่องกติกาบ้านเมืองก็เช่นกัน ที่เริ่มเห็นแนวทางว่าจะไปอย่างไร ในทิศทางไหน ก็กลายเป็นว่า มีคำถามมาให้หงุดหงิดใจ หาว่าพยายามจะทำเพื่อสืบทอดอำนาจ เพราะวางกรอบให้มีคณะกรรมการนั่นนี่ เข้ามาควบคุมดูแลอะไรต่อมิอะไรต่อไปอีก

              แม้กระทั่งในเรื่องศาสนาที่หน่วยงานรัฐบอกว่า จะเดินตามหลักฐานว่า เงินของสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น ไปถึงไหน เส้นทางการสืบสวนสอบสวนก็จะไปถึงจุดนั้น แต่เมื่อปลายทางเงินอยู่ที่วัดพระธรรมกาย ถึงแม้จะไม่ระบุตรงๆ แต่เมื่อมีคณะกรรมการจาก สปช.ออกมาเรียกร้องให้ปฏิรูปวัดพระธรรมกาย พร้อมกับเรียกร้องให้สอบและอายัดบัญชีเงินพระ ก็เลยสะเทือนกันไปหมด
              สิ่งเหล่านี้เป็นปัจจัยที่นำไปสู่คำสั่งให้ลงมือก่อเหตุ

              ถึงแม้ครั้งนี้จะจับได้ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า คนที่จ้องจะทำร้ายบ้านเมืองจะหมดสิ้นไปจากแผ่นดิน ตราบใดที่ปัจจัยที่จะทำให้เกิดการก่อเหตุยังคงมีอยู่