คอลัมนิสต์

อย่าเป็นมวยล้มต้มคนดู

อย่าเป็นมวยล้มต้มคนดู

10 มี.ค. 2558

อย่าเป็นมวยล้มต้มคนดู : บทบรรณาธิการประจำวันที่ 10 มีนาคม 2558

              หลังจากที่คณะกรรมการปฏิรูปแนวทางและมาตรการปกป้องพิทักษ์กิจการพระพุทธศาสนา สภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.)โดยนายไพบูลย์ นิติตะวัน ในฐานะประธาน ประกาศยุติบทบาทของคณะกรรมการโดยให้เหตุผลว่า เสร็จสิ้นภารกิจที่วางไว้และทำหน้าที่ได้อย่างสมบูรณ์ โดยเฉพาะทำให้พุทธบริษัท และพุทธศาสนิกชนทั้งหมดเกิดความตื่นตัวออกมาปกป้องพระพุทธศาสนา หรืออีกนัยหนึ่งที่สังคมรับรู้ก็คือ นายไพบูลย์ยุติการสู้รบกับพระธัมมชโย เจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย ในกรณีที่เห็นว่าพระธัมมชโยอาบัติปาราชิกตามพระลิขิตของสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช ตั้งแต่เมื่อปี 2542 และเลยไปถึงการตรวจสอบเงินบริจาคจำนวน 800 ล้านบาทที่ได้รับจากสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น ล่าสุดพระเมธีธรรมาจารย์ รองอธิการบดีฝ่ายประชาสัมพันธ์และเผยแพร่ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย(มจร.) ในฐานะที่ปรึกษาสมาคมนักวิชาการเพื่อพระพุทธศาสนา(สนพ.)ประกาศยุติการสวดมนต์หมู่ครั้งใหญ่ที่ท้องสนามหลวงในวันที่ 12 มีนาคม 2558 เพราะรัฐบาลและสปช.ทำตามข้อเรียกร้องคือ ยุบคณะกรรมการของนายไพบูลย์ที่เป็นชนวนของความขัดแย้งแล้ว

              การเคลื่อนไหวในวงการสงฆ์ครั้งนี้ดูเหมือนจะดี และจบลงแบบสงบสันติ ไม่มี "ม็อบพระ" ให้เห็น อย่างที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ก็คงรู้สึกเดือดเนื้อร้อนใจมากที่สุดเรื่องหนึ่ง ถึงกับออกปากให้สงฆ์และฆราวาสอยู่กันอย่างสงบ และจะไม่ยอมให้เกิดการชุมนุมของพระขึ้นมา แต่ถึงกระนั้น ก็ใช่ว่า เรื่องราวที่นายไพบูลย์ และสปช.หยิบยกขึ้นมาเป็นประเด็น โดยมีเป้าหมายปฏิรูปวงการสงฆ์ ผ่านทางการสะสางกรณีของพระธัมมชโยเมื่อ 17 ปีก่อนนั้นจะถูกทำให้จบลงแบบคาใจสังคม เป็นมวยล้มต้มคนดู เพราะจะว่าไปแล้ว วาระที่ว่าด้วยการปฏิรูปพุทธศาสนาคงจะอยู่ในจิตใจของพุทธศาสนิกชนมาช้านานเท่าๆ กับระยะเวลาที่ทุกคนเห็นว่า เมื่อพุทธศาสนาเดินทางมาถึงกึ่งพุทธกาล ก็ควรจะต้องสังคายนาสะสางสิ่งต่างๆ ที่ทำให้มัวหมองออกไป ผศ.ดร.เสถียร วิพรมหา นายกสนพ. ซึ่งอยู่ฝั่งตรงข้ามกับนายไพบูลย์ ก็มีความเห็นเช่นกันว่า หากจะปฏิรูปพระพุทธศาสนาต้องมาจากความเห็นร่วมกันทั้งฝ่ายอาณาจักรและศาสนจักร ประกอบด้วย มส. สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ(พศ.) มหาวิทยาลัยสงฆ์ทั้ง 2 แห่ง และองค์กรชาวพุทธ

              ต้องยอมรับความจริงอย่างหนึ่งว่า การออกมาเคลื่อนไหวของนายไพบูลย์นั้น ใช่มีแต่เพียงแรงต่อต้านจากฝ่ายวัดพระธรรมกาย มส. และสนพ. หากแต่เสียงที่สนับสนุน ให้เกิดการปฏิรูปวงการสงฆ์ก็มีอยู่ไม่น้อย แม้แต่เพศบรรพชิตเองก็ยังแลเห็นถึงกระพี้เปลือกที่บ่อนเซาะพระพุทธศาสนามาช้านาน ซึ่งในระหว่าง "วิวาทะ" ของพระกับฆราวาสครั้งนี้ มีประเด็นที่ควรจะต้องพูดคุยกันต่อไป เท่าที่เห็นกันอยู่ทุกวันนี้ก็คือ 1.ผลประโยชน์ของวัดต่างๆ ที่ไม่มีระบบตรวจสอบที่ดีพอ 2.การแข่งขันกันในระบบพุทธพาณิชย์ อันนำไปสู่สังคมแห่งความงมงาย หากแต่ลาภยศบารมีตกกับพระเกจิทั้งหลายมากมายก่ายกอง และ 3.บางวัดอาศัยความเชื่อศรัทธาของพุทธศาสนิกชนบางส่วนนำไปสู่การสร้างศาสนจักรจนยากแตะต้องตรวจสอบ 

              แม้คณะกรรมการชุดของนายไพบูลย์จะยุติบทบาทไปแล้วก็ตาม หากแต่ภารกิจของสปช.ที่มีหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญที่จะต้องขับเคลื่อนการปฏิรูปในด้านต่างๆต่อไปนั้น ไม่น่าจะยุติลงไปพร้อมกับบทบาทของคณะกรรมการหรือนายไพบูลย์ หาไม่แล้ว นอกจากจะถูกครหาว่า สปช.มีวาระซ่อนเร้นที่จะเล่นงานวัดพระธรรมกายและพระธัมมชโย ซึ่งเป็นความขัดแย้งเฉพาะตัวไม่เกี่ยวกับพระพุทธศาสนาโดยรวมแล้ว เป้าประสงค์ของการปฏิรูปวงการสงฆ์ที่เป็นดังฉันทานุมัติของสังคมก็จะไม่มีวันเกิดขึ้นได้