คอลัมนิสต์

สนับสนุนแบบไม่สูญเปล่า

สนับสนุนแบบไม่สูญเปล่า

09 มี.ค. 2558

สนับสนุนแบบไม่สูญเปล่า : บทบรรณาธิการประจำวันที่ 9 มีนาคม 2558

            ภายในเดือนเมษายนนี้ รัฐบาลโดยกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จะมอบเงินตามโครงการตำบลละล้านบาทให้แก่ตำบลต่างๆ ที่ประสบภาวะวิกฤติภัยแล้งจำนวน 3,015 ตำบล ซึ่งเป็นเงินให้ฟรีอีกก้อนหนึ่งที่จะส่งถึงองค์การบริหารส่วนท้องถิ่นก่อนที่จะนำเงินจำนวนนี้ไปบริหารจัดการกันเองภายใต้โครงการต่างๆ ที่ทำเสนอขึ้นไปยังกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยให้เน้นหนักไปที่การแก้ปัญหาความแห้งแล้ง และการจัดหาแหล่งน้ำ ฯลฯ ทั้งนี้ นายชวลิต ชูขจร ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ อธิบายหลักเกณฑ์การให้เงินสนับสนุนว่า นอกจากจะแก้ปัญหาเรื่องแล้งและการจัดหาน้ำแล้ว ยังจะเป็นการสร้างรายได้ให้แก่ชุมชน ซึ่งจะต้องมีลักษณะดังต่อไปนี้ 1.การจัดการแหล่งน้ำเพื่อการเกษตรของชุมชน 2.การผลิตทางการเกษตรและการแปรรูปผลผลิตเกษตรเพื่อสร้างรายได้ในฤดูแล้ง 3.การปรับปรุงโครงการสร้างพื้นฐานเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต 4.การจัดการเพื่อลดการสูญเสียของผลผลิตทางการเกษตร ซึ่งเน้นให้เกิดการจากงานในระดับท้องถิ่นไม่น้อยกว่า 50%

            การให้เงินสนับสนุนทองถิ่นครั้งนี้ น่าจะถือได้ว่าเป็นอีกมาตรการหนึ่งของรัฐบาลที่นอกจากจะบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนจากภัยแล้งแล้ว ยังจะช่วยกระตุ้นกำลังซื้อในภาคการเกษตรให้กระเตื้อง หลังจากซบเซาอย่างต่อเนื่อง เพราะสภาพเศรษฐกิจโดยรวมที่ยังไม่มีตัวเลขในด้านใดชี้ให้เห็นความสดใส และราคาผลผลิตทางการเกษตรตกต่ำ เหมือนกับเป็นการกระหน่ำซ้ำเติมประชาชนระดับรากหญ้า ในอีกด้านหนึ่งนั้น นายสมหมาย ภาษี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง บอกว่า ในการประชุมคณะรัฐมนตรีวันที่ 10 มีนาคมนี้่ จะเสนอให้เติมเงินกองทุนหมู่บ้านรอบที่ 3 โดยจะเน้นการต่อยอดกองทุนที่มีศักยภาพที่มีสัดส่วนอยู่ประมาณ 25% จากจำนวน 7 หมื่นแห่งทั่วประเทศ วงเงิน 4 หมื่นล้านบาท และในอนาคต มุ่งหวังจะให้กองทุนหมู่บ้านที่ได้รับการต่อยอดเหล่านี้ พัฒนาเป็นสถาบันการเงินเพื่อเศรษฐกิจพอเพียงของหมู่บ้าน

            การดำเนินมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจและแก้ปัญหาให้แก่ประชาชนไปในคราวเดียวกันดังกล่าวมานี้ ได้รับเสียงสนับสนุนจากภาคเอกชนอยู่พอสมควร เพราะกำลังซื้อที่ลดลง ซึ่งส่วนหนึ่งยังเป็นผลมาจากหนี้สินครัวเรือนที่เพิ่มสูงขึ้นจนประชาชนชะลอการบริโภคลง อย่างไรก็ดี การให้เงินสนับสนุนแบบให้เปล่าที่ผ่านๆ มานั้น มักไม่ค่อยมีเครื่องมือตรวจวัดประสิทธิผลที่ดีพอ อย่างเช่น การขุดบ่อเพื่อกักเก็บน้ำ และบรรเทาความแห้งแล้ง ก็เป็นโครงการที่ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อให้เกิดการจ้างงานหรือจับจ่ายใช้สอยกันเท่านั้น เพราะเอาเข้าจริง ต่อมาบ่อน้ำนั้นก็ถูกทิ้งร้างไม่ได้ใช้ประโยชน์อะไร เพราะไม่สามารถเก็บกักน้ำได้จริง หรือชาวบ้านเองก็มองไม่เห็นประโยชน์ที่ยั่งยืนมากไปกว่าการได้ค่าแรงตอบแทนเป็นการเฉพาะหน้า

            กล่าวสำหรับเงินจำนวน 1 ล้านบาท ถือว่าน้อยมากเมื่อเทียบกับพื้นที่ในระดับหมู่บ้านขึ้นมาถึงตำบล การจะใช้จ่ายให้เกิดการจ้างงานและกระจายรายได้นั้น ตามกฎเกณฑ์ที่กำหนด ย่อมไม่ใช่เรื่องง่าย ประชาชนเองอาจจะมีทัศนคติที่ผิดๆ ว่าเป็นเงินให้เปล่า จึงเสนอโครงการเพื่อให้ได้เงินมามากกว่าจะทำให้สนองตอบต่อท้องถิ่นอย่างยั่งยืน ซึ่งในเรื่องนี้รัฐบาลจะต้องสนับสนุนให้ท้องถิ่นสามารถสร้างแผนงานในระยะยาวจนสามารถต่อยอดเศรษฐกิจและคุณภาพชีวิตชุมชน อย่างเช่น การใช้เงินไปเพื่อเป็นทุนในการสร้างสหกรณ์หรือตลาดกลางสินค้าเกษตรให้เป็นอำนาจต่อรองกับพ่อค้าคนกลาง การสนับสนุนการออมในรูปแบบใหม่ๆ ควบคู่ไปกับระบบเงินทุนหมุนเวียนในระดับหมู่บ้าน เพื่อให้ทุกครอบครัวมีความมั่นคงทางเศรษฐกิจไม่ต้องพึ่งพิงแหล่งเงินทุนนอกระบบ