
บั่นทอนความน่าเชื่อถือตัวเอง
บั่นทอนความน่าเชื่อถือตัวเอง : บทบรรณาธิการประจำวันที่5มี.ค.2558
นับเป็นเรื่องที่ถูกต้องกรณีคณะกรรมาธิการวิสามัญกิจการสภานิติบัญญัติแห่งชาติ หรือ วิป สนช.ได้หารือถึงการแต่งตั้งคนใกล้ชิดเครือญาติเข้ามาช่วยงานในตำแหน่งผู้ช่วย ผู้ชำนาญ ที่ปรึกษาประจำตัวสมาชิก สนช.ที่กำลังมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ถึงความไม่เหมาะสม แม้ว่าตามหลักเกณฑ์และวิธีการแต่งตั้งบุคคลเพื่อปฏิบัติงานให้แก่ สนช.จะไม่มีกำหนดข้อห้ามนำเครือญาติมาทำงานก็ตาม แต่ต้องพิจารณาถึงเรื่องความเหมาะสมเป็นสำคัญด้วย ดังนั้น จึงเห็นด้วยกับการที่วิป สนช.ได้ให้สมาชิกที่ตั้งบุคคลใกล้ชิดและเครือญาติมาช่วยงานในตำแหน่งดังกล่าวให้ปรับเปลี่ยนออกทั้งหมดและให้มีผลตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคม และคาดหวังว่าสมาชิกจะดำเนินการเพื่อสร้างบรรทัดฐานที่ดีขึ้นทางการเมือง เพราะปมเรื่องนี้ถูกยกมาวิจารณ์อย่างมากพร้อมทั้งเปรียบเปรยว่าในเมื่อเคยกล่าวตำหนินักการเมืองนำเครือญาติ ลูก เมีย เข้ามาเป็นผู้ช่วย ส.ส. แต่พอถึงคราวเข้ามาทำงานการเมืองกลับเดินย่ำรอยนักการเมืองโดยจะไม่สนใจกระแสสังคมเลยหรืออย่างไร
เหตุผลของสมาชิก สนช.บางคนที่นำเครือญาติมาช่วยงานกินเงินเดือนหลวง เพราะอยู่ต่างจังหวัด เมื่อมาทำงานในเมืองหลวงก็จำเป็นต้องมีคนทำงานด้านมวลชนในพื้นที่ อีกทั้งยังมีเหตุผลทางด้านการเมืองและมีข้อมูลที่เป็นความลับจึงจำเป็นต้องตั้งคนที่ไว้ใจได้ ไม่เช่นนั้นความลับจะรั่วไหล ประกอบกับเงินเดือนประจำตำแหน่งต่างๆ น้อยมาก เกรงว่าจะไม่มีใครยอมมาทำงานให้ จึงจำเป็นต้องตั้งคนใกล้ชิด ซึ่งดูเหมือนว่าเหตุผลเหล่านั้นมีน้ำหนักน้อยไปหรือไม่ หากเทียบกับนักการเมืองที่มาจากระบบเลือกตั้ง จำต้องมีภารกิจมากมายเกี่ยวข้องทำกิจกรรมกับพื้นที่และชาวบ้านที่สนับสนุนเลือกเข้ามา การจะตั้งเครือญาติเข้ามาช่วยบริหารจัดการน่าจะมีน้ำหนักมากกว่าด้วยซ้ำ แต่ขนาดนั้นยังโดนสังคมถามหาความโปร่งใสเรื่องการดึงลูกเมียมาเป็นผู้ช่วย ส.ส. จึงไม่ต้องพูดถึงสมาชิก สนช.ว่าจะยิ่งโดนวิพากษ์หนักแน่นอน เพราะได้ถูกตั้งความหวังในการเข้ามาเพื่อเปลี่ยนแปลงปฏิรูปประเทศและการเมืองไปสู่สิ่งที่ดีขึ้นแต่เรื่องนี้กลับมาทำให้สะดุดไป
การที่ สนช.เข้ามาทำหน้าที่ฝ่ายนิติบัญญัติ ในช่วงเปลี่ยนผ่านประเทศตามโรดแม็พของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ซึ่งมีภารกิจสำคัญทั้งในเรื่องแก้ไขและออกกฎหมายให้ทันสมัย รวมไปถึงการออกกฎหมายล้อไปกับการปฏิรูป 11 ด้าน ซึ่งเพียงแค่บริบทหน้าที่บนบ่าก็ถือว่ามหาศาลแล้ว ยิ่งต้องสร้างศรัทธาความน่าเชื่อถือให้สังคมยอมรับด้วย โดยเฉพาะฝ่ายการเมืองที่จับจ้องหาจุดอ่อนเพื่อลดความน่าเชื่อถือในขณะที่กำลังขะมักเขม้นแก้กติกาทางการเมืองกันขนาดใหญ่พุ่งปมตีกรอบนักการเมือง และเรื่องนี้ก็ส่งผลถึงรัฐบาลประยุทธ์ที่นายกรัฐมนตรีต้องออกมาเตือนถึงปมตั้งเครือญาติลูกเมียของ สนช.ไว้ด้วย โดยบอกให้ระมัดระวังและตรวจสอบว่าการที่ตั้งมาทำงานมีเหตุผลความจำเป็นหรือไม่ และยังเสนอแนะด้วยว่าให้เขียนกฎหมายในรัฐธรรมนูญหรือระเบียบเพื่อระบุว่ากลไกเหล่านี้จะต้องไม่มีครอบครัว ซึ่งแนวทางดังกล่าวทาง สนช.ก็รับไปแล้ว คาดว่าจะมีการกำหนดระเบียบข้อบังคับออกมาในอนาคตเพื่อให้ปัญหานี้จบลงไป
ขณะเดียวกัน การร่างรัฐธรรมนูญ ที่ได้ข้อสรุปมาตรการที่ทำให้บ้านเมืองเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางที่ดีขึ้น คือ สร้างพลเมืองให้เป็นใหญ่ ตั้งสมัชชาพลเมืองทุกจังหวัดให้มีส่วนร่วมตรวจสอบ รวมถึงให้ประชาชนฐานะผู้แต่งตั้งนักการเมืองต้องสามารถถอดถอนนักการเมืองได้ด้วย และวางระเบียบการเมืองใสสะอาดและสมดุล โดยสร้างกลไกตรวจสอบฝ่ายบริหาร รวมทั้งกติกาคุณสมบัติของผู้ที่จะเข้ามาเล่นการเมือง ซึ่งฝ่ายนักการเมืองก็มองว่าเป็นการสร้างเงื่อนไขเพื่อสกัดกั้นและเป็นรัฐธรรมนูญฉบับที่ซ่อนกลไกควบคุมอำนาจไว้หลายชั้น เป็นระบบซ่อนรูปเผด็จการเพื่อใช้จัดการกับฝ่ายประชาธิปไตย ดังนั้น ก้าวย่างจากนี้ไปหลังร่างรัฐธรรมนูญและกติกาต่างๆ ออกมาแล้ว อยู่ที่ว่าจะทำให้เกิดความมั่นใจว่าจะเดินไปสู่ทิศทางที่ดีขึ้นจริงหรือไม่ เพราะหลายเรื่องหลายประเด็นทั้ง สนช. และสภาปฏิรูปแห่งชาติ หรือ สปช.ก็ประพฤติไม่ได้แตกต่างจากซีกการเมืองแต่อย่างใด จึงควรทบทวนและอย่าทำลายความน่าเชื่อถือมากกว่านี้ เพราะอาจ "เสียของ" โรดแม็พไปไม่ถึงเป้าหมาย



