
ว่าแต่เขาอิเหนาเป็นเอง
ว่าแต่เขาอิเหนาเป็นเอง : ขยายปมร้อน โดยอรรถยุทธ บุตรศรีภูมิ สำนักข่าวเนชั่น
ข่าวสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติจำนวนหนึ่งแต่งตั้งคนใกล้ชิด รวมไปถึง บุตร และ ภรรยา เป็นทีมงานประจำตัว ก็ทำให้ประชาชนเกิดความสงสัยว่าเขาเหล่านี้ต่างจากนักการเมืองตรงไหน
เพราะก่อนหน้านี้เราเคยตั้งคำถามกับนักการเมืองที่ใช้อำนาจในทางที่ก้ำกึ่งกับกฎหมาย นักการเมืองหลายคนถูกบริภาษ ถูกไล่บี้อย่างจริงจังเมื่อตั้งคนใกล้ชิดเข้ามาเป็นทีมงาน
ยิ่งเมื่อฟังคำให้สัมภาษณ์ของประธาน สนช. อย่าง “พรเพชร วิชิตชลชัย” ก็ยิ่งทดท้อว่า นับวันพวกท่านเหล่านี้เริ่มกระทำพฤติกรรมที่เหมือนนักการเมืองที่ีเคยตั้งแง่รังเกียจมากขึ้นทุกวัน
“พรเพชร” ระบุว่า “ตามระเบียบข้อบังคับ สนช.ไม่ได้ห้ามเรื่องการแต่งตั้งลูก เมีย หรือเครือญาติมาดำรงตำแหน่งผู้เชี่ยวชาญ ผู้ปฏิบัติงานประจำตัว สนช. ซึ่งหลักการคุณสมบัติในตำแหน่งเหล่านี้กำหนดเพียงว่า มีคุณวุฒิเหมาะสม และไม่เคยต้องคดีมาก่อน ไม่มีข้อห้ามเรื่องเครือญาติ ส่วนจะมีความเหมาะสมหรือไม่ คิดว่า สนช.อาจต้องการคนที่มีความไว้วางใจมาช่วยงาน จึงดึงคนใกล้ชิดมาเป็น และ สนช.ปฏิบัติตามระเบียบเดิมของสภาที่มีมาก่อนหน้านี้อยู่แล้วทุกอย่าง ไม่ได้ไปแก้ไขอะไรเลย”
คำพูดนี้อาจไม่มีค่าหากไม่ได้ออกมาจากเขาซึ่งเปรียบเหมือนประมุขของฝ่ายนิติบัญญัติในห้วงเวลาปกติ และวันนี้สถานะของเขายังเป็นหนึ่งในแม่น้ำ 5 สายของ คสช.
ยิ่งหนักกว่าเดิมเมื่อคนที่สำทับคำพูดของ “พรเพชร” คือ “อุดมเดช สีตบุตร” ผู้บัญชาการทหารบก รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม และเลขาธิการ คสช.
“ผมคงไม่อยากไปก้าวล่วงอะไร เนื่องจากผมไม่ได้เป็นสนช. ซึ่งผมมองคล้ายนายพรเพชร ว่า ความจริงไม่ได้ผิดกฎหมาย เพราะเครือญาติที่มีความรู้ความสามารถ ก็สามารถจะดำรงตำแหน่งได้ เรื่องนี้คงเป็นเรื่องส่วนบุคคล เนื่องจากกฎระเบียบไม่ได้ห้ามไว้”
นี่คือวิธีคิดของหนึ่งใน “คสช.” ที่มีเป้าหมายว่าจะเข้ามาเพื่อปฏิรูปประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเรียกร้องการควบคุมจริยธรรมของนักการเมืองให้เข้มข้น ถึงขนาดที่กำหนดให้เขียนลงไปในร่างรัฐธรรมนูญแบบใหม่
จริงอยู่เรื่องนี้อาจจะไม่ขัดกับกฎหมาย แต่เป็นเรื่องที่ใครๆ ก็รู้กันว่าสมควรหรือไม่ และหากเปลี่ยนตัว เอานักการเมืองมาทำพฤติกรรมเช่นเดียวกันนี้ พวกท่านจะรับกับการกระทำเช่นนี้ได้หรือไม่
หลายคนอาจมองว่าการตั้ง “คนใกล้ชิด-ลูก-เมีย” ไม่มีอะไรเสียหาย เพราะเพียงให้มาช่วยทำงาน
แต่เอาเข้าจริงการที่คนครหาก็คือ การเข้ามาเป็นทีมงาน เป็นผู้ติดตาม เป็นผู้เชี่ยวชาญประจำตัวนั้น ไม่ได้เข้ามาช่วยแบบฟรีๆ หากแต่มีค่าตอบแทนในอัตราที่ไม่น้อย
ผู้เชี่ยวชาญประจำตัว สนช. จะได้รับเงินเดือนเดือนละ 24,000 บาท ขณะที่ตำแหน่งผู้ชำนาญการประจำตัว สนช. จะได้รับเงินเดือนเดือนละ 20,000 บาท และตำแหน่งผู้ช่วยประจำตัว สนช.จะได้รับเงินเดือนเดือนละ 15,000 บาท
คำถามที่ตามมาคือ บรรดาผู้ที่ถูกแต่งตั้งมา มีความเชี่ยวชาญอย่างไร มีความชำนาญการอย่างไร และได้ทำหน้าที่จริงหรือไม่ หรือตั้งมาเพียงเพื่อกินเงินเดือนเท่านั้น
ที่น่าสนใจคือ นอกจากทหารที่มีการแต่งตั้งแบบดังกล่าวแล้ว ยังมีกลุ่ม 40 ส.ว. ที่เคยเป็นตัวตั้งตัวตีในการเรียกร้องจริยธรรมจากนักการเมืองกระทำการในลักษณะเดียวกันอีกด้วย
นี่คือมาตรฐานที่เราต้องมาคิดคำนึงว่าควรที่จะกระทำแบบนี้หรือไม่ เพราะกลุ่มคนเหล่านี้เองที่มักจะเรียกร้อง “มาตรฐานทางจริยธรรม” ที่เหนือกว่าปกติ รวมไปถึงมักพูดถึงความเหมาะสมที่กฎหมายไม่จำเป็นต้องกำหนดเอาไว้
การปฏิรูปจำเป็นต้องอาศัยความเชื่อถือความเชื่อมั่น หากผู้ที่กำลังอ้างว่าจะปฏิรูปกลับทำตัวในแบบที่กำลังอยากให้คนอื่นไม่ทำ เช่นนี้เองความเชื่อมั่นก็จะไม่เกิดขึ้น ซ้ำยังจะมองว่าที่กำลังทำอยู่เป็นการเขียนกติกาเพื่อหาช่องเล่นงานผู้อื่น
การจะวางระบบนั้น นอกจากจะเคร่งครัดกับผู้อื่นแล้ว ยังต้องเคร่งครัดกับตัวเองด้วย มาตรฐานที่ใช้ต้องเป็นมาตรฐานเดียวกัน มิใช่สองมาตรฐาน
อย่าให้คนเขาหัวเราะเยาะเอาว่า “ว่าแต่เขา อิเหนาเป็นเอง” แล้วแผนการปฏิรูปที่พูดถึงกันมาตลอดจะล้มไม่เป็นท่า เว้นแต่เป็นเพียงข้ออ้างโดยไม่คิดที่จะปฏิรูปตั้งแต่แรกอยู่แล้ว



