
ผ่าโรงพักที่งานสอบสวน
ผ่าโรงพักที่งานสอบสวน : โลกตำรวจ โดยผศ.ดร.ปนัดดา ชำนาญสุข
ตำรวจจำเป็นต้องมีการเปลี่ยนแปลง ต้องเร่งพัฒนาให้ดีขึ้นให้ได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุคนี้ ยุคที่ปลอดจากอิทธิพลของนักการเมือง (แต่จะปลอดจากนักการอื่นๆ หรือไม่?) อย่างไรก็ตามนับได้ว่า ยุคนี้น่าจะเป็นยุคที่มีความเหมาะสมมากที่สุดแล้วที่จะเปลี่ยนแปลงระบบการบริหารงานตำรวจ เพื่อให้ตำรวจทำหน้าที่ในการบังคับใช้กฎหมายด้วยความยุติธรรมและเกิดผลดีแก่ประชาชน
นี่คือข้อสรุปที่น่าจะได้รับความเห็นชอบจากคนส่วนใหญ่ในสังคมไทย
ความไม่ยุติธรรมในการทำหน้าที่ของตำรวจอยู่ตรงไหน?
ความไม่ยุติธรรมที่เกิดขึ้นส่งผลกระทบต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนอย่างไร?
ขอนำเนื้อหาส่วนหนึ่งจากบทความที่ดิฉันเคยแสดงความคิดไว้ในเรื่อง "เรื่องหลอกลวงในโลกของตำรวจ" ที่ตีพิมพ์ในคอลัมน์โลกของตำรวจ หนังสือพิมพ์ คม ชัด ลึก เมื่อเดือนตุลาคม พ.ศ.2555 ความตอนหนึ่งว่า “...ครึ่งทศวรรษที่ผ่านมานี้ ประชาชนคนไทยส่วนใหญ่รับรู้ว่า...
หากขโมยขึ้นบ้านหรือรถจักรยานยนต์หาย อย่าหวังว่าจะได้ตัวคนร้าย หรือได้ของคืน แค่ขอให้พนักงานสอบสวนมาดูที่เกิดเหตุยังอ้อนวอนแล้วอ้อนวอนอีก” มิใช่ว่าจะตำหนิเพ่งโทษพนักงานสอบสวน แต่พนักงานสอบสวนเองก็หมุนรอบทิศทางจนไม่รู้ว่าจะเริ่มไปตรงไหนก่อนดี “ขนาดได้ค่าตอบแทนเพิ่มขึ้นกว่าแต่ก่อนยังไม่อยากจะอยู่กันเลย พนักงานสอบสวนที่มีโอกาสขอย้ายออกหมดแหละ” พนักงานสอบสวนระดับ สบ 3 พูดถึงสถานการณ์ที่สะท้อนถึงความกดดันของภาระงานในกลุ่มพนักงานสอบสวน
การไปแจ้งความที่สถานีตำรวจของประชาชนก็มิได้ไปด้วยความหวังที่จะได้ตัวคนร้ายหรือได้ทรัพย์สินคืน หากแต่เป็นการแจ้งความไว้เพื่อมิให้คนร้ายนำทรัพย์สิน เช่น รถจักรยานยนต์ ไปกระทำผิดแล้วส่งผลกระทบต่อตนเองในอนาคตเพียงเท่านั้น ก็แสดงให้เห็นว่า ความรู้สึกเชื่อถือศรัทธาของประชาชนที่มีต่อการทำงานของตำรวจลดน้อยลงเรื่อยๆ “เดี๋ยวนี้แค่หวังว่าขโมยมันไม่กลับมาขโมยซ้ำอีกยังหวังไม่ได้เลย”
ช่วงท้ายของบทความที่เขียนเมื่อปี 2555 นั้น ดิฉันได้ตั้งคำถามไว้ว่า
ผู้นำตำรวจจะยังปล่อยให้ศรัทธาของประชาชนเสื่อมถอยลงเรื่อยๆ โดยไม่พัฒนาหรือแก้ไขระบบการบริหารจัดการบ้างเลยหรือ? หากไม่ทำเพื่อลูกน้องผู้ปฏิบัติงานในพื้นที่ก็โปรดทบทวนผลกระทบที่เกิดขึ้นต่อประชาชนด้วยเถิด!
ความพยายามในการแก้ไขปัญหาในเรื่องพนักงานสอบสวนนั้น มิใช่จะไม่เกิดขึ้นเลยในการพัฒนาระบบงานตำรวจในขอบเขตอำนาจของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ยกตัวอย่างเช่น ความพยายามในการแก้ปัญหาที่พนักงานสอบสวนไม่ยอมรับเลขคดีให้ตรงกับสภาพอาชญากรรมที่เป็นจริงอันเนื่องมาจากต้องรีบทำสำนวนการสอบสวนที่มีจำนวนมากให้เสร็จสิ้นภายในกำหนดเวลาอันจำกัด ภายใต้คำสั่ง ตร.ที่ 960/2537ซึ่งออกตามข้อบังคับกระทรวงมหาดไทยให้มาเป็นคำสั่งของ ตร.ที่ 419/2556 แทน เพื่อผ่อนคลายให้พนักงานสอบสวนสามารถมีเวลาในการทำสำนวนการสอบสวนได้นานมากยิ่งขึ้นตามเงื่อนไขของระยะเวลาอายุความในคดีแต่ละประเภท ซึ่งจะเป็นผลให้พนักงานสอบสวนสามารถรับคดีได้มากขึ้นตรงตามความเป็นจริง
อย่างไรก็ตาม ก็ยังมีผู้บังคับบัญชาบางส่วนไม่อาจยอมรับให้มีสถิติคดีอาชญากรรมเกิดสูงขึ้นตามจริงในยุคที่ตนเองต้องรับผิดชอบได้ ความพยายามที่จะกดสถิติคดีอาชญากรรมให้ต่ำกว่าความเป็นจริงจึงยังคงดำรงอยู่เช่นเดิมไม่เปลี่ยนแปลง
คดีอาชญากรรมที่สร้างความเดือดร้อนและทุกข์ทรมานให้แก่ประชาชนทั้งทางด้านชีวิต ร่างกาย และทรัพย์สินและคดีอุบัติเหตุจราจรโดยเฉพาะอย่างยิ่งที่เป็นเหตุให้มีคนได้รับบาดเจ็บและถึงแก่ความตายจึงไม่ปรากฏเป็นข้อมูลให้ตำรวจฝ่ายป้องกันและสืบสวนปราบปรามอาชญากรรมหรือตำรวจจราจรได้รับทราบและแก้ไขให้ตรงกับสาเหตุและสถานที่แต่อย่างใด ซึ่งมีผลกระทบถึงความเสียหายต่อสำนักงานตำรวจแห่งชาติด้วยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ในอันที่จะนำเหตุผลของภาระงานในความรับผิดชอบต่างๆ ที่กล่าวมาแล้วไปขอเพิ่มกำลังพล งบประมาณ และวัสดุอุปกรณ์ต่างๆ ให้สอดคล้องกับสถานภาพอาชญากรรมและอุบัติเหตุทางถนนที่แท้จริงจากรัฐบาลหรือสังคมโดยทั่วไปได้
การไม่ยอมรับความจริงของผู้นำนี้ส่งผลให้ความกดดันที่มีต่อพนักงานสอบสวนในการปิดบังสถิติคดีอาญาจึงยังคงดำรงอยู่เช่นเดิม ถึงแม้ว่าจะมีความพยายามในการแก้ปัญหาเรื่องคำสั่งในการทำงานตามกฎหมายแล้วก็ตาม ภาวะอีหลักอีเหลื่อเช่นนี้ดำรงอยู่และสร้างปัญหาหนักใจให้แก่ตำรวจผู้ปฏิบัติงาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มของพนักงานสอบสวนมาช้านาน
อย่างไรก็ตาม เมื่อคิดว่าจะแก้ปัญหาในส่วนของพนักงานสอบสวนเพื่อให้ทำงานโดยดำรงไว้ซึ่งความยุติธรรมในการบังคับใช้กฎหมายนั้น ก็จำเป็นต้องกระทำการอย่างรอบคอบและระดมความเข้าใจเกี่ยวกับกระบวนการทำงานของพนักงานสอบสวนทั้งระบบ โดยต้องไม่ลืมว่า พนักงานสอบสวนไม่สามารถทำงานแต่เพียงลำพังโดยไม่เกี่ยวข้องกับงานในหน้าที่ส่วนอื่นๆ ของตำรวจได้อย่างแน่นอน!!
ขอบเขตอำนาจหน้าที่ของพนักงานสอบสวนนั้น มีหน้าที่ทั้ังการสอบสวนและสืบสวนได้ตามกฎหมายโดยจำเป็นต้องมีการประสานงานร่วมกับฝ่ายสืบสวนของสถานีตำรวจ (สืบสวน จากนั้นสอบสวนและสืบสวนอีกขั้นตอนหนึ่งเพื่อรวบรวมพยานหลักฐานให้ได้มากที่สุด) อีกทั้งยังจำเป็นต้องทำงานร่วมกับหน่วยเหนือระดับต่างๆ เช่น ระดับกองบังคับการ กองบัญชาการ และระดับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เป็นต้น
ความยากง่ายและสลับซับซ้อนของคดีแต่ละประเภททำให้ไม่สามารถแยกภารกิจการสอบสวนออกมาได้อย่างเด็ดขาด เนื่องจากมีความจำเป็นที่จะต้องใช้ผู้ที่มีประสบการณ์ในงานสืบสวนคลี่คลายคดีในแต่ละประเภทดังกล่าวนั้นให้ประสบผลสำเร็จโดยเร็วที่สุด จะเห็นได้ว่า ฝ่ายสืบสวนและพนักงานสอบสวนจำเป็นต้องประสานงานกันอย่างใกล้ชิดจนเสมือนหนึ่งว่าเป็นฝ่ายเดียวกันไม่อาจแยกกันแบบเบ็ดเสร็จเด็ดขาดต่างหน่วยงานได้ มิเช่นนั้นแล้วการคลี่คลายคดีอาชญากรรมที่ประชาชนได้รับความเดือดร้อนทั้งด้านชีวิตร่างกายและทรัพย์สินก็จะเกิดปัญหามากมาย ไม่สามารถดำเนินการได้อย่างมีประสิทธิผลแน่นอน
สุดท้ายแล้วผลเสียที่เกิดขึ้นทั้งหมดจะไม่ตกอยู่ที่ตำรวจเท่านั้น หากแต่จะตกอยู่กับประชาชน ที่จะกลายเป็นผู้รับเคราะห์ตัวจริงจากการปฏิรูปที่ขาดการวิเคราะห์ข้อมูลอย่างรอบด้าน!!!



