
ยูเอ็นชื่นชมกรอบเจรจาสันติภาพเมียร์มาร์
ยูเอ็นชื่นชมกรอบเจรจาสันติภาพเมียร์มาร์ : โลกสาระจิปาถะ โดยกวี จงกิจถาวร
กรุงเนปิดอว์-เมียนมาร์เป็นสมาชิกอาเซียนเดียวมีสถาบันสันติภาพ (Myanmar Peace Institute) ใช้เป็นตัวกลางในการเจรจาสันติภาพโดยเฉพาะข้อตกลงหยุดยิงทั่วประเทศระหว่างรัฐบาลกับชนกลุ่มน้อยติดอาวุธ สถาบันนี้ได้กลายเป็นตัวอย่างที่ดีองค์การสหประชาชาติให้การสนับสนุน ถือว่าเป็นสถาบันส่งเสริมกระบวนการสันติภาพเป็นแรงบันดาลใจให้แก่ประเทศอื่น เพราะมันเกิดขึ้นมาจากปัจจัยภายในประเทศแทบทั้งสิ้น
องค์การสหประชาชาติพยายามส่งเสริมให้สมาชิกอาเซียนและทั่วโลกหาทางป้องกันไม่ให้เกิดสงครามระหว่างกัน ถือว่ามันเป็นจุดประสงค์สำคัญยิ่ง ในปีหนึ่งๆ ยูเอ็นต้องเสียเงินค่าใช้จ่ายสูงมากๆ ในการดูแลสันติภาพทั่วโลกเป็นเงินหลายพันล้านดอลลาร์สหรัฐ หลังจากที่มีการยุติการสู้รบ เนื่องจากต้องมีทหารกองกำลังรักษาสันติภาพประจำการในบริเวณต่างๆ นั้นเอง
เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา กระทรวงต่างประเทศเมียนมาร์กับองค์การสหประชาชาติจัดงานการประชุมสองวันในเมืองหลวงแห่งนี้ เพื่อส่งเสริมความร่วมมือระหว่างอาเซียนกับยูเอ็น (ตามจริงจะตั้งใจจัดปีที่แล้วในขณะที่เมียนมาร์เป็นประธานอาเซียน)โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในประเด็นการป้องปรามสงครามและแก้ไขข้อพิพาท
ในปี 2011 ผู้นำอาเซียนตกลงที่ประชุมในบาหลีจัดตั้งสถาบันสันติภาพและความปรองดองอาเซียน (Asean Institute of Peace and Reconciliation-AIPR) ขึ้นมาตามข้อเสนอในแผนปฏิบัติงานการเมืองและความมั่นคงอาเซียน เพื่อป้องกันความขัดแย้งระหว่างสมาชิกอาเซียนด้วยกันส่งเสริมสันติภาพ ปรากฏว่าหลังจากมีการจัดตั้งสถาบันนี้ขึ้นมาพร้อมทั้งคณะกรรมการบริหารและคณะที่ปรึกษาแล้ว สมาชิกอาเซียนก็ยังกระอักกระอ่วนที่จะเห็นสถาบันนี้เริ่มทำหน้าที่
สมาชิกอาเซียนได้ตกลงไว้ว่า สถาบันนี้จะถือเป็นคลังสมองให้แก่อาเซียนในประเด็นการเมืองความมั่นคงทั้งหลาย เนื่องจากตอนนี้อาเซียนยังไม่มีบุคลากรเพียงพอในด้านความมั่นคง จึงต้องอาศัยสถาบันแบบนี้ในต่างประเทศเข้ามาช่วยให้ข้อคิดและข้อเสนอ อย่างไรก็ดี ขณะนี้สมาชิกอาเซียนยังไม่มีประชามติแน่นอนว่า สถาบันนี้จะเริ่มงานได้เมื่อไร เอาเงินสนับสนุนมาจากไหน?
จึงไม่น่าแปลกใจ ทางยูเอ็นจึงอยากผลักดันให้เมียนมาร์เป็นตัวชูโรงในเรื่องนี้ไว้ก่อนรออาเซียนไม่ไหว เนื่องจากมีสถาบันสันติภาพของตัวเอง ยูเอ็นรู้ดีว่า มีความขัดแย้งอยู่ทั่วโลกและต้องการความช่วยเหลือจากประเทศที่มีประสบการณ์ในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งภายใน
ที่น่าสนใจคือ เมียนมาร์มีกระบวนการเจรจาสันติภาพ ไม่ต้องมีตัวกลางจากต่างประเทศตามความคิดเมืองนอก ใช้คนในประเทศทั้งสิ้นทำให้การเจรจาสันติภาพ จึงมีลักษณะพิเศษ ที่ผ่านมาสองปีได้พิสูจน์ให้เห็นว่า มันเป็นกระบวนเจรจาสันติภาพที่มีกรอบที่ใช้ได้ เปิดกว้างและโปร่งใสพอสมควรถึงแม้ว่าผลในตอนนี้ยังไม่ลุล่วงไปก็ตาม
ประเด็นนี้น่าสนใจเพราะในอดีตทหารพม่าเป็นกลุ่มหัวดื้อไม่ยอมใคร สู้รบตบมือกับชนกลุ่มน้อยติดอาวุธอย่างเดียว มาขณะนี้ทหารพม่าเปลี่ยนท่าทีไป ต้องการปรองดองมากขึ้น อยากให้สังคมเคารพในความเป็นมืออาชีพ ไม่เหมือนในอดีตที่เป็นทรราชย์ทหารพม่ากำลังแปรรูปตัวเอง
ในวงการกระบวนการเจรจาสันติภาพ ในขณะนี้มีให้ดูกันหลายรูปแบบ ในบางกรณีจะพบว่ามีบุคคลสำคัญเคยเป็นอดีตผู้นำประเทศอย่างนายโทนี แบลร์ มีชื่อเสียงและบารมีมาเป็นตัวไกล่เกลี่ยหรือประสานงานตอนเริ่มกระบวนการ องค์กรส่งเสริมสันติภาพทั่งโลกก็แข่งขันกันเองเพื่อจะแสดงผลงานของกลุ่มตัวเอง
ในบริบทอาเซียนเรื่องนี้ใหม่มากเพราะแต่ละประเทศยังห่วงอำนาจอธิปไตย ไม่อยากให้คนนอกเข้ามายุ่ง ในอนาคตองค์กรอาเซียนต้องมีกลไกที่สามารถแก้ปัญหาในระหว่างสมาชิกได้ขณะนี้เวลาสมาชิกมีปัญหาเช่นไทยกับกัมพูชากรณีปราสาทพระวิหาร หรือสิงคโปร์ กับมาเลเซีย กรณีหมู่เกาะบัตตราบังคา คู่พิพาทเลือกจะใช้ศาลโลกที่กรุงเฮก เพื่อไกล่เกลี่ยข้อพิพาท ทั้งๆ ที่อาเซียนมีกลไกแก้ไขปัญหาข้อพิพาทในสนธิสัญญามิตรภาพและความร่วมมือ
ประชาคมอาเซียนจะมีความหมายต่อประชาชนอาเซียนก็ต่อเมื่อประชาชนมีความสึกที่ดี มีความมั่นคงและปลอดภัย ฉะนั้นจึงมีความจำเป็นที่ต้องแก้ไขปัญหาหรือความขัดแย้งในกลุ่มให้ได้แบบที่เห็นกันในสหภาพยุโรป
ไทยเราน่าให้ความสนใจต่อสถาบันสันติภาพของเมียนมาร์ พยายามเรียนรู้กลไกที่สถาบันนี้นำมาใช้ เผื่อนำมาใช้ประโยชน์ต่อกรับวนการเจรจาสันติสุขในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ได้



