คอลัมนิสต์

ร่างรัฐธรรมนูญกับเจตนารมณ์ที่5

ร่างรัฐธรรมนูญกับเจตนารมณ์ที่5

02 มี.ค. 2558

ร่างรัฐธรรมนูญกับเจตนารมณ์ที่5 : ขยายปมร้อน โดยขนิษฐา เทพจร

            เรียกได้ว่า เส้นทางการยกร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับใหม่ ภายหลังการปฏิวัติโดยคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เข้าสู่ครึ่งทางแล้ว หลังจาก “บวรศักดิ์ อุวรรณโณ" ประธานคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ นำทัพคณะผู้ยกร่างรัฐธรรมนูญไปยกร่างรัฐธรรมนูญไกลถึงชายทะเลพัทยา

            สำหรับตัวยอดรวมของมาตราในร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งยังไม่นับบทบัญญัติในบทเฉพาะกาล มียอดรวมถึง 310 มาตรา และส่อจะเกินความตั้งใจของผู้ยกร่างว่า อยากให้มีเลขมาตราน้อยกว่ารัฐธรรมนูญ พ.ศ.2550 แต่กระบวนการพิจารณาในวาระทบทวนที่จะเกิดขึ้นตลอดเดือนมีนาคมนี้ ยังสามารถปรับจำนวนมาตราลงได้ ตามความเห็นสมควรของคณะผู้ยกร่างฯ

            นอกจากนั้นในเวทีของการประชุมร่างรัฐธรรมนูญ ที่พัทยา คณะผู้ยกร่างรัฐธรรมนูญยังระดมความเห็น เพื่อประมวลสาระสำคัญของร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ และได้ผลออกมาเป็นเจตนารมณ์ร่างรัฐธรรมนูญ จำนวน 4 ข้อ ได้แก่ “สร้างพลเมืองให้เป็นใหญ่, การเมืองใสสะอาดและสมดุล, หนุนสังคมที่เป็นธรรม, นำชาติสู่สันติสุข” โดยเจตนารมณ์เหล่านั้น คือหัวใจของบทบัญญัติร่างรัฐธรรมนูญ ในประเด็น 4ประเด็น คือ “เพิ่มสิทธิและการมีส่วนร่วมของประชาชน, ป้องกันการทุจริตและสร้างสมดุลของโครงสร้างอำนาจการเมืองระหว่างพลเมืองและนักการเมือง, การปฏิรูป 16 ด้านเพื่อลดความเหลื่อมล้ำและสร้างความมั่นคงสังคม ยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชน, การปรองดอง โดยเน้นการสร้างเวทีให้คู่ขัดแย้งได้เจรจาเพื่อลดประเด็นความรุนแรงและการขยายผลของความคิดที่แตกแยก”

            เจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญฉบับใหม่นั้น คณะผู้ยกร่างรัฐธรรมนูญจะยกเป็นสาระหลักที่ใช้สื่อสารกับสังคมเพื่อสร้างความเข้าใจและต่อยอดเป็นแรงสนับสนุนทางอ้อมให้ร่างรัฐธรรมนูญใหม่ผ่านความเห็นชอบจากสภาปฏิรูปแห่งชาติ ด้วยเหตุผลที่ว่าประชาชนให้การยอมรับ!!

            อย่างไรก็ตาม แม้เจตนารมณ์ 4 ประการที่คณะผู้ยกร่างรัฐธรรมนูญตั้งใจวาดภาพร้อมโยง เพื่อเกิดพลวัตแห่งการเปลี่ยนแปลงอำนาจทางการเมือง ที่ให้ภาคประชาชนและกลุ่มผู้มีส่วนได้เสียในสังคม ร่วมจัดสรรโครงสร้างการเมืองใหม่ ที่เดิม “นักการเมือง-กลุ่มทุน-ชนชั้นนำของสังคม” เป็นผู้ถือครองอยู่เกือบ 100 เปอร์เซ็นต์

            แต่ประเด็นสำคัญที่ “คณะผู้ยกร่างรัฐธรรมนูญ” ยังถกเถียง วิเคราะห์ และสังเคราะห์กันน้อย คือ เจตนารมณ์ที่ 5 ว่าด้วยการป้องกันอำนาจอธิปไตยชนวนเหตุแห่งการขัดขวางกระบวนการพัฒนาประชาธิปไตยโดยประชาชน
            
            เห็นได้ชัดว่า กลไกที่จะไปสู่การปฏิรูประบบที่ถูกจัดวางและบริหารภายใต้ “อาณาจักรทหาร” ไม่ถูกหยิบยกมาพิจารณา มิหนำซ้ำยังเลี่ยงที่จะแวะเวียนยกประเด็นมาพูดคุย ทั้งเรื่องการถูกตรวจสอบ เช่น งบลับของกองทัพ แม้จะมีผู้ที่ยกขึ้นมาพิจารณา แต่ก็ถูกตีตกไปด้วยเหตุผลว่า เป็นเรื่องปกติที่มีอยู่แล้ว, การโยกย้ายข้าราชการ แม้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่จะกำหนดให้มีคณะกรรมการดำเนินการแต่งตั้งข้าราชการโดยระบบคุณธรรม ก็ขีดกรอบเพียงแค่ข้าราชการพลเรือนเท่านั้น ส่วนข้าราชการในสังกัดทหารนั้นถูกยกเว้น เพราะมีกฎหมายเฉพาะเพื่อดำเนินการอยู่แล้ว ขณะที่กลไกป้องกันการทับซ้อนของผลประโยชน์ระหว่างราชการและฝ่ายการเมืองนั้น ถูกขีดกรอบที่ชัดเจนเฉพาะภาคพลเรือนที่มีอำนาจตัดสินใจและมีส่วนได้ส่วนเสียต่อการบริหารและการจัดการผลประโยชน์ ขณะที่ “ฝ่ายนายทหาร” ยังคลุมเคลือและไม่ชี้ชัด

            ความคลุมเครือที่ “คณะผู้ยกร่างรัฐธรรมนูญ” ไม่กล้าชี้ชัด หรือแตะต้อง เข้าใจได้ระดับหนึ่งว่า เป็นเพราะการยกร่างรัฐธรรมนูญอยู่ในภาวะที่ทหารยังเป็นใหญ่ และมีอำนาจทางลับที่อยู่เหนือการตัดสินใจเพื่อผลประโยชน์ส่วนร่วม และโดยเนื้อแท้ของความคิดของกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญยังศรัทธาการแก้ไขปัญหาบ้านเมืองโดยเส้นทางเร็ว-รวบ-ลัด จาก “คณะทหาร” ที่สะท้อนผ่านเวทีอภิปรายว่า “หากนักการเมืองยังเลว ยังชั่วเหมือนที่ผ่านมา ก็อยากให้ทหารออกมาปฏิวัติ เพื่อจัดการนักการเมืองเลวเหล่านั้น”

            อย่าได้ลืมว่า เหตุผลสำคัญของที่มา และปัญหาเหล่านั้นเกิดจากอะไร ถ้าไม่ใช่การเข้ามาจัดสรรโครงสร้างอำนาจในบ้านเมืองด้วยวิธีลัด หาก “ผู้ยกร่างรัฐธรรมนูญ” เลือกไม่พูดประเด็นสำคัญที่สังคมอีกฝั่งจับตามอง เชื่อแน่ว่า แรงสนับสนุนที่คาดหวังแนวโน้มอาจแพ้แรงต้าน