
ร่างรธน.รอตกผลึก
ร่างรธน.รอตกผลึก : บทบรรณาธิการประจำวันที่1มีนาคมพ.ศ. 2558
กลายเป็นประเด็นร้อนทางการเมืองกับร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่อยู่ระหว่างการปรุงของคณะกรรมาธิการยกร่าง หลายหมวดซึ่งมีการปรับเปลี่ยนอำนาจหน้าที่และโครงสร้างค่อนข้างมากเมื่อเทียบกับรัฐธรรมนูญ ปี 2550 ซึ่งเป็นต้นแบบในการพิจารณา ทั้งเรื่องสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.)ได้มีการแก้ไขให้มาจากการแต่งตั้งจำนวนไม่เกิน 200 คน (เพิ่มจากระบบเก่าซึ่งมี 150 คน) โดยมาจากการเลือกตั้งโดยอ้อมจากบุคคล 5 กลุ่ม ทั้งกลุ่มวีไอพีลงไปจนถึงตัวแทนองค์กรวิชาชีพทั้งเกษตรกรรม แรงงาน ชุมชน ท้องถิ่น และยังมีผู้ทรงคุณวุฒิอีกหลายด้าน โดยจะไม่มี ส.ว.เลือกตั้งให้เห็นอีกแล้ว เนื่องจาก กมธ.ยกร่างฯ มองว่า ส.ว. เลือกตั้ง มักจะมาจากฐานเสียงเดียวกับสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร(ส.ส.) จึงไม่จำเป็นต้องมีก็ได้ แถมอำนาจหน้าที่ก็มิได้ลดลงไปจากเก่าด้วย
ที่น่าสนใจไม่แพ้กันเห็นจะเป็นการยื่นญัตติขอเปิดอภิปรายทั่วไปเพื่อลงมติไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรี หากคะแนนเสียงโหวตมากกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกทั้งหมดแล้ว นายกรัฐมนตรีต้องพ้นจากตำแหน่งและเป็นผลให้อายุของสภาผู้แทนราษฎรสิ้นสุดลงด้วย ถูกมองว่าเป็นการสร้างความเข้มแข็งให้แก่ฝ่ายบริหาร โดยเฉพาะนายกรัฐมนตรี ทำให้ฝ่ายค้านแทบไม่อยากจะยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลเพราะกลัวว่าจะถูกยุบสภาไปด้วย เป็นเรื่องประหลาดกับความคิดที่สวนทางความเป็นจริง เพราะในการออกกฎหมายสำคัญของรัฐบาล เช่น กฎหมายการเงินหรืองบประมาณ หากฝ่ายค้านอภิปรายและโหวตคว่ำร่างกฎหมายรัฐบาลได้ รัฐบาลต้องลาออกและเปิดโอกาสให้ฝ่ายค้านเข้ามาทำหน้าที่เป็นรัฐบาลแทน ตามหลักคิดของระบอบประชาธิปไตยแบบรัฐสภาเดิมที่ใช้กันมา
แต่ที่ถูกจับตาและวิพากษ์วิจารณ์มากที่สุดเห็นจะเป็นข้อสรุปในเรื่องที่มาของนายกรัฐมนตรีไม่จำเป็นต้องมาจากส.ส. เป็นการเปิดทางให้คนนอกเข้ามานั่งเก้าอี้เบอร์หนึ่งของผู้บริหารประเทศตัวนี้ ทั้งที่การยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่เพื่อปฏิรูปประเทศครั้งนี้ มักอ้างอยู่เสมอว่าเป็นการคืนอำนาจประชาธิปไตยให้แก่ประชาชน แต่เอาเข้าจริงพอถึงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีกลับยึดอำนาจนี้ไปจากประชาชนเสียฉิบ เพราะหากใช้ระบบเดิมที่นายกรัฐมนตรีมาจากส.ส. เวลาประชาชนลงคะแนนเลือกตั้งก็จะเลือกหัวหน้าพรรคหรือปาร์ตี้ลิสต์เบอร์หนึ่งของพรรคที่เขาชอบ นั่นหมายถึงการมอบฉันทานุมัติให้บุคคลนั้นเป็นเบอร์หนึ่งในการบริหารประเทศมิผิด
คงเข้าใจกันไม่ยากถึงเจตนารมณ์ของกมธ.ยกร่างฯที่ต้องการแก้วิกฤติการเมืองที่อาจจะเกิดขึ้นในครั้งต่อๆ ไป แต่ก็ต้องบัญญัติให้ชัดเจนว่าให้มีนายกฯ คนนอกได้ด้วยเงื่อนไขอะไร เมื่อไหร่ และคงเป็นโชคดีหาก ส.ส.เหล่านั้นเลือกคนนอกที่เป็นคนดี คนเก่ง และสังคมยอมรับมารับตำแหน่ง แต่กระนั้นก็เป็นการเปิดช่องให้นายทุนหรือบุคคลที่มีอำนาจเข้ามานั่งในเก้าอี้สำคัญนี้ได้แบบลอยชายโดยการสนับสนุนของนักเลือกตั้งแลกกับการจัดสรรผลประโยชน์กันอย่างลงตัว ไม่ต้องเสียเวลาเปลืองตัวไปตั้งพรรคแข่งขันหาเสียงชูนโยบายในสนามเลือกตั้ง ทำให้การเมืองล้มเหลวเกิดวิกฤติซ้ำซาก จึงเป็นเรื่องที่กมธ.ยกร่างฯ ควรจะทบทวนหรือมีเงื่อนไขหรือข้อกำหนดพิเศษมารองรับในกรณีที่ต้องหานายกรัฐมนตรีคนนอก คงเป็นหน้าที่ของทุกฝ่ายที่ต้องร่วมกันสร้างรัฐธรรมนูญที่เป็นของทุกคน ซึ่งอาจต้องฝากความหวังไว้กับแม่น้ำที่เหลืออีก 4 สาย



