คอลัมนิสต์

เงินร้อนสหกรณ์คลองจั่น

เงินร้อนสหกรณ์คลองจั่น

27 ก.พ. 2558

เงินร้อนสหกรณ์คลองจั่น : บทบรรณาธิการประจำวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2558

          ลำพังคนธรรมดาเดินดินไม่ได้ถือศีลกินเพล แล้วไปรับเอาทรัพย์สินที่ได้มาโดยมิชอบย่อมต้องถือว่า มีความผิดไม่ยิ่งหย่อนไปกว่า ผู้ไปหาทรัพย์นั้นมาด้วยวิธีผิดกฎหมายสักเท่าไร ไม่ว่าจะเป็นการยักยอก หลอกลวงด้วยเล่ห์เพทุบาย หรือแม้กระทั่งวิธีการโจรเต็มรูปแบบอย่างลักวิ่งชิงปล้น หากแต่กรณีพระเทพญาณมหามุนี หรือพระธัมมชโย เจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย รับเงินจำนวน 900 ล้านบาทจากนายศุภชัย ศรีศุภอักษร อดีตประธานสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น ซึ่งน่าจะเป็นเงินก้อนหนึ่งในจำนวน 15,000 ล้านบาท ที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ(ดีเอสไอ) ตั้งข้อกล่าวหาว่า นายศุภชัยยักยอกไปจากสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น ซึ่งเมื่อปี 2557 ที่ผ่านมา กรณีที่เกิดขึ้นนี้ได้ถูกนำเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม พระธัมมชโยให้การต่อศาลว่า รับเงินบริจาคจากนายศุภชัยโดยสุจริต และไม่รู้จักกับนายศุภชัยเป็นการส่วนตัว เช่นเดียวกับที่เชื่อว่า เป็นเงินของนายศุภชัยเอง ไม่ทราบว่าเป็นเงินของสหกรณ์ และสุดท้าย วัดพระธรรมกายได้นำเงินก้อนนี้ไปใช้เพื่อประโยชน์สาธารณะนั้น กลับดูเหมือนจะเป็นเรื่องปกติธรรมดา คล้ายกับกรณีการคืนทรัพย์ในครอบครองให้แก่วัดพระธรรมกายแล้วไม่อาบัติปาราชิก
    
          นายไพบูลย์ นิติตะวัน ประธานคณะกรรมการปฏิรูปแนวทางและมาตรการปกป้องพิทักษ์กิจการพระพุทธศาสนา สภาปฏิรูปแห่งชาติ(สปช.) เปิดเผยว่า จากการประชุมพิจารณากรณีดังกล่าว ซึ่งได้เชิญตัวแทนจากสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน(ปปง.)เข้าชี้แจงเกี่ยวกับเส้นทางเงินพบว่า พระธัมมชโยรับเช็ค 8 ฉบับจากสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น เป็นเงิน 348,780,000 บาท จ่ายให้วัดพระธรรมกาย 419 ล้านบาท ให้พระปลัดวิจารณ์ 119 ล้านบาท ซึ่งเห็นว่า ปปง.ต้องอายัดทรัพย์ทั้งหมดเพื่อนำเงินมาคืนให้แก่ประชาชน ซึ่งก็สอดคล้องกับคำให้สัมภาษณ์ของนายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ที่บอกว่าจะต้องเร่งสอบหาปลายทางของเงินจากสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น เพื่อนำมาคืนให้แก่ประชาชนต่อไป
    
          กล่าวโดยสรุปก็คือ กรณีที่เกิดขึ้นกับพระธัมมชโยขณะนี้มี 2 เรื่องด้วยกัน 1.เรื่องเก่าเมื่อปี 2542 ซึ่งมีพระลิขิตของสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จสังฆราชฯ ให้พระธัมมชโยอาบัติปาราชิกฐานครอบครองทรัพย์สินอันเป็นสมบัติของวัดพระธรรมกาย ซึ่งต่อมา พระธัมมชโยได้คืนทรัพย์เหล่านั้นแก่วัดไปแล้ว 2.เรื่องการรับเงินที่ยักยอกมาจากสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น ซึ่งพระธัมมชโยบอกว่า "ใช้ไปหมดแล้ว" ทั้งสองกรณีนี้มีความเหมือนกันอยู่คือ ถ้าหากจะนับเป็นความผิด ก็เป็นความผิดที่สำเร็จแล้ว จึงเป็นประเด็นที่คณะกรรมการมหาเถรสมาคม(มส.) ควรจะต้องพิจารณาตามพระธรรมวินัยด้วยว่า การรับเงินที่ได้มาจากการยักยอกนั้นจะถือเป็นความผิดด้วยหรือไม่ เพราะวัดวาต่างๆ ทั่วประเทศทุกวัดก็ล้วนอยู่ได้ด้วยเงินบริจาคกันทั้งสิ้น
    
          แต่จากคำยืนยันของ มส.ที่พลิกกลับมาเป็นว่า มส.ไม่เคยมีมติว่า พระธัมมชโยไม่ต้องอาบัติปาราชิกตามพระลิขิตของสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราชฯ ในกรณีทรัพย์สินวัดพระธรรมกาย ที่ดูเหมือนจะทำให้การตอบโต้ไปมาเรื่องที่คณะกรรมการชุดของนายไพบูลย์ขุดคุ้ยสงบจบลงโดยเร็วนั้น หากแต่ความเคลือบแคลงในพระธรรมวินัยจะยังคงอยู่ต่อไป ตราบเท่าที่ มส. หรือแม้แต่วัดพระธรรมกายและพระธัมมชโยเอง ยังไม่สามารถสร้างความกระจ่างใดๆได้เกี่ยวกับเงินจากสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น และในครั้งนี้ แม้นายวิษณุจะสามารถบังคับให้นำมาคืนแก่ประชาชนได้ก็ตาม แต่ประเด็นที่ว่าด้วยการรับบริจาคทรัพย์จากการยักยอกนั้น จะต้องได้รับคำอธิบายที่มากไปกว่าการถือครองทรัพย์สินของวัด