คอลัมนิสต์

ล่า3กลุ่มป่วนสันติสุขใต้

ล่า3กลุ่มป่วนสันติสุขใต้

26 ก.พ. 2558

ล่า3กลุ่มป่วนสันติสุขใต้ : ตะลุยกองทัพ โดยทีมข่าวความมั่นคง

             นโยบายของ “รัฐบาล-คสช.” ในการพูดคุยสันติสุขกับกลุ่มขบวนการก่อความไม่สงบในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ เริ่มส่อเค้าสะดุด หลังมีกระแสข่าวว่า กลุ่ม “บีอาร์เอ็น” เตรียมจะก่อเหตุรุนแรงช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์ เพื่อแสดงท่าทีปฏิเสธการเจรจาสันติสุขรอบใหม่ ที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) แต่งตั้งให้ พล.อ.อักษรา เกิดผล ประธานคณะที่ปรึกษากองทัพบก เป็นหัวหน้าทีมในการพูดคุย

             สาเหตุหลักที่ “บีอาร์เอ็น” ปฏิเสธที่จะพูดคุยในครั้งนี้ เพราะทางการไทยไม่เห็นด้วยกับแนวทางข้อเสนอของ “บีอาร์เอ็น” เกี่ยวกับการขอตั้งเป็นเขตปกครองพิเศษ และที่สำคัญกับข่าวที่ประเทศมาเลเซียต้องการที่จะเปลี่ยนกลุ่มขบวนการพูดคุยในรอบใหม่นี้ โดยเปลี่ยนจาก “บีอาร์เอ็น” มาเป็นกลุ่ม “พูโล” แทน ซึ่งขณะนี้ทำให้หน่วยงานด้านความมั่นคงมีการปรับแผนการปฏิบัติการให้รัดกุมมากยิ่งขึ้น

             สอดคล้องกับการให้สัมภาษณ์ของ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม เกี่ยวกับการเปิดเวทีพูดคุยสันติสุขในรอบใหม่ ว่า ยังไม่ได้มีการกำหนดกรอบเวลาว่าจะเป็นเมื่อใด เพราะต้องให้เวลาประเทศมาเลเซีย ในฐานะผู้อำนวยความสะดวก และที่สำคัญคือต้องพิสูจน์กลุ่มขบวนการที่จะมาพูดคุยกับในครั้งนี้ว่าเป็นตัวจริงหรือไม่ เพราะรัฐบาลและคสช.ต้องการพูดคุยกับกลุ่มขบวนการที่เป็นผู้ควบคุมผู้ที่ก่อเหตุรุนแรงในพื้น

             “สิ่งสำคัญก่อนที่จะมีการพูดคุยสันติสุข จะต้องมีการแสดงให้เห็นว่าสถานการณ์ในพื้น 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ เกิดความสงบสุข แต่ถ้าเหตุการณ์ในพื้นที่ยังมีกลุ่มขบวนการก่อเหตุอยู่ การพูดคุยกันสันติสุขก็ยังไม่สามารถพูดคุยกันได้”

             แหล่งข่าวความมั่นคงในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ประเมินว่า สถานการณ์ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ดีขึ้น โดยเฉพาะสถิติการก่อเหตุในช่วงที่ผ่านมาถือว่าลดลงไปมาก ในภาพรวมการก่อเหตุคาร์บอมบ์ การยิง หรือซุ่มโจมตีเจ้าหน้าที่ ถือว่าลดลงมากกว่า 50 เปอร์เซ็นต์

             “กลุ่มที่ก่อเหตุเป็นกลุ่มบีอาร์เอ็นกลุ่มเดิม กลุ่มแกนนำเหล่านี้พยายามสร้างอิทธิพล ที่สำคัญยังมีนัยในเรื่องผลประโยชน์อยู่จำนวนมาก โดยขณะนี้มีการขยายผลในเรื่องการก่อเหตุคาร์บอมบ์ในช่วงเทศกาลตรุษจีน”

             รถจักรยานยนต์ที่นำมาใช้คาร์บอมบ์ ทางหน่วยงานด้านความมั่นคงได้ติดตามมานานแล้ว แต่กลุ่มขบวนการได้หลบหนี ตั้งแต่ อ.สะบ้าย้อย จ.สงขลา ก่อนที่จะมากบดานอยู่ในพื้นที่ อ.โคกโพธิ์ อ.สายบุรี จ.ปัตตานี ก่อนที่จะนำมาพักไว้ที่ อ.บาเจาะ อ.ระแงะ จนมาก่อเหตุในพื้นที่ อ.รือเสาะ จ.นราธิวาส ซึ่งขณะนี้หน่วยงานด้านความมั่นคงพยายามแกะรอย โดยเฉพาะกระแสข่าวที่กลุ่มคนร้ายประกอบระเบิดเตรียมที่จะก่อเหตุอีก

             “หน่วยงานด้านความมั่นคงเกาะติด 2 อย่าง คือ ติดตามเป้าหมายกับการป้องกันที่มีความเข้มงวดมากยิ่งขึ้น โดยชาวบ้านต้องยอมรับสภาพในเรื่องของความเดือดร้อนเพื่อแก้ไขปัญหาร่วมกัน"

             ทั้งนี้ กลุ่มที่จะก่อเหตุนั้น พบว่ามีอยู่ 3 กลุ่มหลัก คือ กลุ่มแรกจะอยู่ในพื้นที่รอยต่อ จ.ปัตตานี และ จ.สงขลา ส่วนกลุ่มที่สอง อยู่ในพื้นที่รอยต่อในพื้นที่ อ.ระแงะ อ.บาเจาะ และ อ.รือเสาะ จ.นราธิวาส และ อ.รามัน จ.ยะลา และกลุ่มที่สาม คือ ในพื้นที่ จ.ยะหา จ.ยะลา โดยมีแกนนำประมาณกลุ่มละ 10 คน

             สำหรับเหตุการณ์คาร์บอมบ์ แหล่งข่าวชี้ให้เห็นว่า ถ้าเป็นการสั่งการของแกนนำระดับสูงก็อาจจะเป็นการสร้างศักยภาพเพื่อเป็นการต่อรอง แต่ก็ยังไม่ได้ฟันธง 100 เปอร์เซ็นต์ หากแต่ต้องการต่อรองคงจะมีการก่อเหตุรุนแรงหนักกว่านี้ โดยเฉพาะในพื้นที่เมืองสำคัญ เพราจะเป็นการสร้างแรงกระเพื่อมได้มากกว่า สำหรับกระแสข่าวการเปลี่ยนกลุ่มพูดคุยสันติสุขจากกลุ่มบีอาร์เอ็น มาเป็นกลุ่มพูโลนั้น กลุ่มพูโลมีความพยายามจะเข้ามาจริง

             “กลุ่มพูโลต้องการเข้ามาเพื่อแสดงบทบาท โดยอ้างว่ามีกองกำลังมากมาย แต่เท่าที่สำรวจแล้ว พบว่า กลุ่มพูโลไม่ได้สร้างฐานอำนาจทางการทหารอย่างกลุ่มบีอาร์เอ็น ที่สร้างฐานไว้จำนวนมาก ทั้งกองกำลังยุวชนปฏิวัติ หรือแม้แต่กลุ่มที่หลบซ่อนอยู่ในโรงเรียนปอเนาะ กลุ่มพูโลมีกองกำลังเพียงชาวบ้าน"

             อย่างไรก็ตาม การพูดคุยจะต้องทำ 3 สเต็ป คือ 1.การพบปะเจรจากับแกนนำว่าเป็นแกนนำตัวจริง ที่มีอำนาจทางนโยบายตัวจริง 2.การพบปะพูดคุยกันภาคประชาสังคมในพื้นที่ และ 3.การเจรจากับกลุ่มที่มีศักยภาพในการก่อเหตุโดยตรง

             สำหรับการก่อเหตุความรุนแรงในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมามี 16 เหตุการณ์ เป็นคดีความมั่นคง 5 เหตุการณ์ เรื่องส่วนตัว 4 เหตุการณ์ การก่อกวน 1 เหตุการณ์ และอยู่ระหว่างการตรวจสอบอีก 6 เหตุการณ์ โดยฝ่ายแนวร่วมกลุ่มผู้ก่อเหตุรุนแรงยังคงใช้สื่อออนไลน์เป็นช่องทางการเผยแพร่ข่าวโจมตีการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่เพื่อมุ่งทำลายความเชื่อมั่นของประชาชนที่มีต่อภาครัฐ