คอลัมนิสต์

ร่างรธน.ฟังเสียงสังคม

ร่างรธน.ฟังเสียงสังคม

26 ก.พ. 2558

ร่างรธน.ฟังเสียงสังคม : บทบรรณาธิการประจำวันที่26ก.พ.2558

              คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ กำลังพิจารณารายมาตราของร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ซึ่งเป็นที่จับตามองอย่างมากว่ารูปแบบหรือรายละเอียดรวมทั้งกรอบสาระนั้นจะออกมาแบบใด แตกต่างจากรัฐธรรมนูญฉบับเก่าหรือมีประเด็นใหม่ที่ถูกเสนอเข้าบรรจุไว้บ้าง เพราะรัฐธรรมนูญฉบับใหม่จะต้องนำมาใช้ก่อนการเลือกตั้งที่จะมีขึ้นในปีหน้า และมีโจทก์ว่าแนวทางรัฐธรรมนูญใหม่ควรจะแก้ปัญหาการเมืองที่เกิดขึ้นในอดีตได้ด้วย อาจจะไม่ได้ทั้งร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่ก็ควรนำบทเรียนปัญหาที่ผ่านมาเป็นตัวตั้งเพื่อหาแนวทางเหมาะสมแก้ไขให้ได้ดีที่สุด และประการสำคัญไม่ว่าจะออกแบบรัฐธรรมนูญใหม่อย่างไรก็ตาม ยังจำเป็นต้องยึดหลักการประชาธิปไตย หลักการสิทธิมนุษยชน ตลอดจนการเคารพเสียงส่วนใหญ่ของประชาชน ขณะเดียวกันเปิดช่องรับฟังเสียงส่วนน้อยด้วย โดยยึดหลักธรรมาภิบาลตลอดจนตรวจสอบถ่วงดุลที่เป็นธรรมที่ยอมรับได้ทุกฝ่าย

            ร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ได้ถูกนำเสนอในหลายมาตราหลายประเด็น ซึ่งต้องยอมรับฟังเสียงสะท้อนวิพากษ์วิจารณ์จากทุกกลุ่มทั้งในด้านบวกและด้านลบ เพราะรัฐธรรมนูญเป็นของปวงชนและจะเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ อย่างเช่น หมวด 1 สาระสำคัญในมาตรา 76 ที่เปิดช่องให้จัดตั้งกลุ่มการเมืองของคณะบุคคลที่รวมกันเป็นสมาคม หรือมูลนิธิ มีวัตถุประสงค์ทางการเมืองไปจดแจ้งกับ กกต. สามารถลงสมัครรับเลือกตั้งได้ เพื่อเป็นการเปิดช่องให้ภาคประชาชนสามารถทำงานการเมืองและพัฒนาเป็นพรรคการเมืองในที่สุด และยังสอดรับกับรูปแบบการเลือกตั้งแบบผสมที่รองรับกลุ่มการเมืองและพรรคเล็กให้มีส่วนร่วมได้ นอกจากนี้ได้มีมาตรการป้องกันไม่ให้พรรคการเมืองใหญ่ส่งนอมินีลงสมัครไว้ด้วย ทั้งนี้ข้อดีเปิดกว้างให้ภาคประชาชนเข้าสู่การเมืองแต่ขณะเดียวกันต้องพิจารณาว่าจะกระทบการพัฒนาพรรคการเมืองหรือไม่

            สำหรับมาตรา 103 กำหนดให้ ส.ส.มีจำนวนไม่น้อยกว่า 450 คน แต่ไม่เกิน 470 คน มาจาก ส.ส.แบบแบ่งเขตเลือกตั้ง จำนวน 250 คน และ ส.ส.บัญชีรายชื่อไม่น้อยกว่า 200 คน แต่ไม่เกิน 220 คน และมาตรา 108 กำหนดเขตเลือกตั้ง ส.ส.บัญชีรายชื่อ แบ่งพื้นที่เป็น 6 ภาค เหนือ กลางตอนบน กลางตอนล่าง ตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน ตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง และภาคใต้ โดยแต่ละพื้นที่มี ส.ส.ภาคละ 30-35 คน และคิดคำนวณ ส.ส.ยึดระบบเลือกตั้งแบบสัดส่วนผสม ยกตัวอย่าง พรรคได้คะแนน ส.ส.บัญชีรายชื่อ 3 ล้านคนคิดจากผู้มีสิทธิเลือกตั้ง 30 ล้านคนทำให้มีส่วนแบ่ง ส.ส. ร้อยละ 10 ของ ส.ส.ทั้งหมด 450 คน ดังนั้น จะมีโควตา ส.ส. 45 คน ถ้าหากพรรคได้ ส.ส.ระบบเขต 30 คน ก็จะเหลือโควตา ส.ส.บัญชีรายชื่ออีก 15 คน โดยเฉลี่ยจากคะแนนความนิยมจาก 6 ภาค ตรงจุดนี้ก็ยังมีเสียงหวั่นกังวลถึงเจตนาว่าต้องการบอนไซพรรคใหญ่หรือไม่

            ขณะเดียวกัน ตัวแทนพรรคการเมือง ได้เคยให้ข้อเสนอต่อกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ว่าพรรคการเมืองเป็นผู้สะท้อนปัญหาสังคมทำนโยบายเพื่อแก้ปัญหาประชาชน ทำไมจึงไม่ทำให้เข้มแข็ง การที่ ส.ส.ไม่ต้องสังกัดพรรคจะประสบปัญหาในเรื่องการเสนอนโยบายซึ่งจะทำอย่างไร อีกทั้งการลดจำนวน ส.ส.ระบบเขต ทั้งที่ต้องมี ส.ส.ทำงานใกล้ชิดกับประชาชนในพื้นที่ รวมถึงปมที่มาของ ส.ว.ที่ไม่ได้ยึดโยงกับประชาชน มาจากการสรรหาทั้งหมด และมีอำนาจมากแม้แต่นายกรัฐมนตรีจะตั้งใครก็ต้องผ่านวุฒิสภา นอกจากนี้กรณีคุณสมบัติที่มาของนายกรัฐมนตรีแม้จะยังไม่เคาะออกมาแต่แนวโน้มเปิดทางคนนอกไม่จำเป็นต้องเป็น ส.ส.ก็อาจนำกลับไปสู่การใช้เงินซื้อเสียงและวิ่งเต้นเพื่อให้ได้ตำแหน่ง ดังนั้นร่างรัฐธรรมนูญที่มีวัตถุประสงค์เพื่อไปสู่ปฏิรูปประเทศ ในทางกลับกันก็ต้องระวังจะสร้างปัญหาให้เกิดขึ้นจึงต้องรอบคอบและฟังเสียงจากสังคมด้วย