คอลัมนิสต์

ช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อบ้านเมือง .

ช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อบ้านเมือง .

25 ก.พ. 2558

ช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อบ้านเมือง : บทบรรณาธิการประจำวันที่25ก.พ.2558

             ดูเหมือนว่าปมปัญหาทางการเมืองเริ่มร้อนระอุขึ้นตามลำดับ หลังจากพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา อดีตผู้บัญชาการทหารบก เข้ายึดอำนาจจากรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ใกล้ครบขวบปี การร่างรัฐธรรมนูญที่มีความคืบหน้าเป็นระยะ ภายใต้กฎอัยการศึกที่เปรียบเสมือนเครื่องมือของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ในการควบคุมไม่ให้สังคมหรือกลุ่มการเมืองฝ่ายไหนออกมาเคลื่อนไหวสร้างความวุ่นวายระหว่างการจัดระเบียบประเทศเสียใหม่ กระทั่งมาถึงช่วงการโยนหินถามทางหยั่งเรื่องการปรองดอง โดยมีความพยายามตั้ง "คณะกรรมการอิสระเสริมสร้างความปรองดองแห่งชาติ"  ขึ้น โดยมีกรอบการเสนอเรื่องการขออภัยโทษแก่บุคคลต่างๆ ที่ทำประโยชน์เพื่อสร้างความปรองดองในชาติ พูดง่ายๆ ก็คือ คนที่กลับตัวกลับใจไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใดเข้ามาร่วมกันสร้างบ้านเมืองให้สงบสุข แต่เรื่องนี้ก็ไม่ใช่จะเกิดขึ้นได้ในฉับพลัน เพราะยังมีอีกหลายขั้นตอนกว่าจะเดินไปถึงจุดนั้น

              ประเด็นปัญหารัฐบาลที่เริ่มมีกระแสเรียกร้องจากกลุ่มคนไม่ว่านักการเมืองก็ดี พรรคการเมืองก็ดี หรือกระทั่งประชาชนที่มีส่วนเกี่ยวเนื่องกับการเมือง ถูกทดสอบความเอาจริงเอาจังของรัฐบาลต่อการบริหารกฎอัยการศึก ทั้งมีการเรียกร้องประชาธิปไตยโดยการเผยแพร่เอกสารก็ดี การรวมตัวของคนกลุ่มเล็กๆ เพื่อแสดงออกถึงความต้องการทางการเมืองก็ดี เป็นหนึ่งในบททดสอบว่า รัฐบาลมีความพร้อมรับสถานการณ์ในวันข้างหน้าอย่างไร อย่าลืมว่า ห้วงเวลาหรือโรดแม็พของการร่างรัฐธรรมนูญใกล้เข้ามาเรื่อยๆ ความกดดันที่เกิดขึ้นย่อมแรงขึ้นเท่าทวี การดำเนินคดีกับนักการเมืองในรัฐบาลก่อนเริ่มเห็นเป็นรูปธรรม เช่น คดีรับจำนำข้าวของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ที่อัยการเตรียมยื่นฟ้องศาล คดีอดีตนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ เรื่องสลายการชุมนุมเป็นเหตุให้มีผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตเมื่อปี 2553 ซึ่งจะต้องถูกนำมาขยายเป็นประเด็นทางการเมืองอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ไม่ว่าผลจะออกมาในรูปแบบไหน

              นี่ยังไม่รวมถึงความรุนแรงทางสังคมภายใต้กฎอัยการศึก ที่ยังมีการนำอาวุธสงครามมาเข่นฆ่ากัน โดยไม่ยำเกรงต่อกฎหมาย อาวุธสงครามร้ายแรงถูกนำมาใช้ท่ามกลางกฎหมายที่เด็ดขาดเช่นนี้ได้อย่างไร ปัญหาสังคมด้านอื่นๆ ที่รุมสุมเข้าหารัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ ในหลายส่วนเหมือนกับการท้าทาย ในขณะที่กฎอัยการศึกที่ประกาศนั้น ถูกมองว่าเน้นไปใช้ในเรื่องการเมือง มากกว่าใช้เพื่อให้ครอบคลุมสังคมโดยรวม เช่น ความรุนแรงด้านอาชญากรรม เรื่องปากท้องที่ชาวบ้านถูกเอารัดเอาเปรียบในหลายด้าน นับจากนี้ไปทุกสายตาทั้งในและต่างประเทศจะจับจ้องไปที่รัฐบาล ไม่ว่าความโปร่งใสต่อการบริหารประเทศ การคืนประชาธิปไตยให้ประชาชน ไปจนถึงการบังคับใช้กฎหมายควบคุมความรุนแรงในสังคม คำถามคือ รัฐบาลจะบริหารอำนาจตัวเองต่อไปอย่างไร คณะรักษาความสงบแห่งชาติจะยืนเป็นกำแพงให้รัฐบาลพิงได้อีกนานแค่ไหน ความมั่นคงในอำนาจจะขึ้นอยู่กับความยุติธรรมทางกฎหมาย โดยเฉพาะคดีความทางการเมือง ซึ่งจะเห็นความชัดเจนในอีกไม่นานนี้ รวมถึงความสงบสุข ปากท้องของประชาชนต่อการดำรงชีพจะเป็นปัจจัยต่ออนาคตรัฐบาล ซึ่งกำลังเข้าสู่ช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ