คอลัมนิสต์

ตรวจสอบจริยธรรม‘หลุมพราง’ในรัฐธรรมนูญ?

ตรวจสอบจริยธรรม‘หลุมพราง’ในรัฐธรรมนูญ?

25 ก.พ. 2558

ตรวจสอบจริยธรรม‘หลุมพราง’ในรัฐธรรมนูญ? : ขยายปมร้อน โดยอรรถยุทธ บุตรศรีภูมิ สำนักข่าวเนชั่น

              การเดินหน้าวางระบบการเมืองตามรัฐธรรมนูญใหม่ของกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญขณะนี้ ถูกตรวจสอบอย่างเข้มข้น แต่สิ่งหนึ่งที่ต้องยอมรับคือ นักการเมืองจะขยับตัวยากยิ่งขึ้น ตั้งแต่กระบวนการเข้าสู่อำนาจ กระบวนการใช้อำนาจ และยังถูกตรวจสอบการใช้อำนาจ

              ประเด็นที่น่าสนใจคือ การตรวจสอบครั้งนี้ เพิ่มส่วนที่เรียกว่า การตรวจสอบ “มาตรฐานทางจริยธรรมของผู้นำทางการเมืองและเจ้าหน้าที่ของรัฐ” ขึ้นมาอีก และผู้ใดไม่ปฏิบัติตามอาจจะถูก “สมัชชาคุณธรรม” ดำเนินการตรวจสอบ และส่งเรื่องให้ กกต. นำรายชื่อผู้นั้นไปให้ประชาชนทำประชามติในการเลือกตั้งครั้งต่อไปและนำมาซึ่งการถูกตัดสิทธิทางการเมือง 5 ปี ขณะที่ในส่วนของข้าราชการระดับสูง หรือผู้ช่วยรัฐมนตรี ก็จะนำไปสู่กระบวนการถอดถอนต่อไป

              หลายคนอาจตั้งคำถามว่า “อะไรคือมาตรฐานทางจริยธรรม?” ?เพราะบางเรื่องยังก้ำกึ่งระหว่าง “จริยธรรมส่วนตัว” กับ “จริยธรรมของตำแหน่ง” ทำให้กรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญได้กำหนด  “5 ควร - 6 ไม่” ขึ้นมาวางไว้เป็นแนวทาง

              โดยข้อควรปฏิบัติประกอบด้วย 5 ประการ 1.ทำเพื่อประโยชน์ส่วนรวมของประเทศ ไม่เอาประโยชน์ส่วนตัวอยู่เหนือประโยชน์ส่วนตนพรรคหรือกลุ่ม 2.ส่งเสริมการมีส่วนร่วมทางการเมือง การบริหารราชการแผ่นดิน 3.แสดงความเห็น การอภิปราย หรือให้ข้อมูลข่าวสารอย่างครบถ้วน ถูกต้อง ไม่บิดเบือน 4.แสดงความรับผิดชอบทางการเมืองเมื่อตนหรือผู้อยู่ในอำนาจครอบงำทำผิดและสร้างความเสียหายต่อประเทศชาติและประชาชน และ 5.เมื่อพบการกระทำที่เป็นการฝ่าฝืนกฎหมาย รัฐธรรมนูญ หรือประมวลจริยธรรมต้องคัดค้านการกระทำ และแจ้งเรื่องไปยังองค์กรตรวจสอบที่มีหน้าที่ทราบเพื่อดำเนินการ

              สำหรับ 6 ข้อ "ไม่ควรปฏิบัติ" ได้แก่ 1.ใช้ตำแหน่งหน้าที่เพื่อประโยชน์ส่วนตน หรือประโยชน์ของพรรคการเมือง กลุ่มการเมืองหรือการกระทำที่เป็นการขัดกันแห่งผลประโยชน์ 2.ละเมิดหลักการทางศีลธรรม ศาสนา และประเพณี 3.ใช้วาจาไม่สุภาพ ก่อให้เกิดความเกลียดชังและแตกแยกของสังคม 4.ยอมให้บุคคลใด หรือคณะบุคคลใดสั่งการ ครอบงำ หรือชี้นำโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย 5.ใช้อำนาจมุ่งสร้างความนิยมทางการเมืองที่อาจก่อให้เกิดความเสียหายต่อระบบเศรษฐกิจของประเทศและประชาชนระยะยาว และ 6.เลี่ยง หรือ ชี้นำให้บุคคลอื่นเลี่ยงการปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญ และกฎหมาย รวมถึงไม่แสดงความเห็นในทำนองดังกล่าวต่อสาธารณะ โดยเจตนารมณ์สำคัญ เพื่อให้เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ

              เหล่านี้เหมือนเป็นบัญญัติ 11 ประการของนักการเมือง แต่สิ่งที่น่าถามคือ ทั้ง 11 ข้อนั้นใช้ได้จริงหรือไม่ หรือถูกวางกรอบเอาไว้กว้างเกินไปเผื่อตีความหรือไม่ และกระบวนการดังกล่าวหากมีการตีความครอบคลุมให้กลั่นแกล้งจะทำอย่างไร?

              ต่อไปการขยับเขยื้อนการแสดงความเห็นของนักการเมืองในฐานะตัวแทนของประชาชน อาจจะทำไม่ได้ด้วยซ้ำไป เพราะอาจจะถูกตีความได้ว่า ก่อให้เกิดความเกลียดชังของคนในสังคม หรืออะไรคือการละเมิดหลักศาสนาและประเพณี หรือหากแค่พบเห็นการกระทำที่ฝ่าฝืนกฎหมาย แล้วไม่แจ้งองค์กรตรวจสอบก็อาจจะถูกประหารทางการเมืองได้

              ทั้งนี้ ยังต้องมีคำถามตามมาว่า คนที่จะเข้ามาเป็น “สมัชชาคุณธรรม” ที่จะมีอำนาจหน้าที่นี้คือใคร เพราะพวกเขาไม่ใช่มีอำนาจเพียงการรอคนอื่นมารอเท่านั้น แต่ยังมีอำนาจตั้งเรื่องขึ้นมาเองด้วยซ้ำไป

              คำตอบคือ ทั้งหมดมาจากการสรรหา ซึ่งประกอบด้วย 1.คณะมนตรี 5 คน ที่มาจากการสรรหาของ ส.ว. 2.สมัชชาคุณธรรม 50 คน ที่มาจากคณะกรรมสรรหาที่ถูกแต่งตั้งโดยคณะมนตรีทั้ง 5 คน

              เมื่อพฤติการณ์ยังต้องถูกตีความ แต่กรรมการที่จะมาตีความยังถูกตั้งคำถามว่า เป็นใครมาจากไหน รวมถึงถูกสรรหามาทั้งสิ้น โอกาสที่จะไม่ได้รับความยอมรับก็มีไม่น้อย และองค์กรแห่งนี้จะกลายเป็นองค์กรที่มีบทบาทในอนาคต เหมือนกับที่ “ผู้ตรวจการแผ่นดิน” เคยเป็นมา

              จึงไม่แปลกที่หากรัฐธรรมนูญออกมาบังคับใช้ข้อกำหนดที่ถูกกล่าวมาทั้งหมดจะถูกครหาว่าเป็นอีกหนึ่ง “หลุมพราง” ที่ถูกวางไว้ !