คอลัมนิสต์

โจโกวีกับการเมืองแต่งตั้งผบ.ตร.

โจโกวีกับการเมืองแต่งตั้งผบ.ตร.

24 ก.พ. 2558

โจโกวีกับการเมืองแต่งตั้งผบ.ตร. : โลกสาระจิปาถะ โดยกวี จงกิจถาวร

               กรุงจาการ์ตา ประธานาธิบดีอินโดนีเซีย โจโก วีโดโด หรือเป็นที่รู้จักกันทั่วโลกในนาม “โจโกวี” กำลังเจอมรสุมการเมืองภายในอย่างหนัก หลังเข้ามาเป็นประธานาธิบดีประเทศใหญ่ที่สี่ของโลกได้ไม่ถึงห้าเดือนเต็ม ต้องมาผ่าทางตันเรื่องการแต่งตั้ง ผบ.ตร.คนใหม่ของอินโดนีเซีย ซึ่งมีเรื่องราวฉาวโฉ่พอๆ กับการแต่งตั้ง ผบ.ตร.ของไทย เพียงแต่ว่าที่นี่ตัวละครเกี่ยวข้องมีมากคนและสนุกกว่า  “น้ำเน่ากว่า”

               โจโกวีเจอปัญหาเรื่องการแต่งตั้ง ผบ.ตร.คนใหม่ ชื่อบูดี้ กุนาวัน ทั้งๆ ที่เป็นคนเดียวกับที่เขาเสนอชื่อให้เข้ารับตำแหน่งนี้เมื่อปีที่แล้ว แต่พอวันที่จะเข้ารับตำแหน่งเป็นทางการ คณะกรรมการปราบปรามคอร์รัปชั่นของอินโดนีเซีย (National Corruption Eradication Commission or KPK) ได้ออกแถลงการณ์ กล่าวหาว่านายบูดี้คนนี้มีประวัติการทำงานที่ด่างพร้อย เป็นคนไม่ดี ชอบรีดไถเงินพวก ตร.ที่ต้องการโปรโมชั่น

               จนทำให้โจโกวีประสาทนิดๆ ตัดสินใจเลื่อนการแต่งตั้งเป็นทางการออกไป จนกว่าการสอบสวนคดีจะเสร็จสิ้น มีผลออกมาก่อน ปรากฏว่าในอาทิตย์ที่ผ่านมาอยู่ๆ ศาลอาญาแขวงเมืองจาการ์ตามีคำพิพากษาออกมาชัดเจน ว่าคดีคอร์รัปชั่นนายบูดี้ที่ถูกคณะกรรมการปราบปรามคอร์รัปชั่นกล่าวหานั้น ไม่เป็นความจริง และยังเสริมต่อว่า บูดี้ต้องได้รับการแต่งตั้งเป็น ผบ.ตร.คนใหม่ โดยเร็วที่สุด

               เมื่อสถานการณ์เป็นเช่นนี้ โจโกวีเลยทำอะไรไม่ถูก อาทิตย์ก่อนตัดสินใจย้ายที่ทำงานเป็นการชั่วคราวไปยังวังในเมืองโบกอร์ เพื่อหลบผู้ใหญ่ในพรรค รวมทั้งบรรดาสื่อมวลชนและคนเกี่ยวข้อง จนมีการวิพากษ์วิจารณ์ว่าโจโกวีเห็นแก่ตัวและทำตัวสิ้นเปลืองงบรัฐบาล เพราะคณะรัฐมนตรีแต่ละคนต้องเดินทางไปประชุมที่เมืองโบกอร์ระยะทางห้าสิบกว่ากิโลเมตร เสียทั้งเงินเสียทั้งเวลา ต้องใช้เวลาเกือบสองชั่วโมงต่อเที่ยวเดียว (บังเอิญวันนี้ฝนตกต้องบวกเข้าอีกสี่สิบนาที) สวนทางกับสัญญาที่ได้ให้ไว้ก่อนการเลือกตั้งว่า จะทำให้รัฐบาลมีประสิทธิภาพมากขึ้นและสิ้นเปลืองน้อยลง

               ประเด็นน้ำเน่าอยู่ตรงที่ว่า บูดี้เป็นที่รู้กันในหมู่นักการเมืองและสื่อมวลชนว่าเขาเป็นคู่ขาของอดีตประธานาธิบดีเมกะวตี ซูการ์โนปุตรี หัวหน้าพรรคประชาธิปไตยต่อสู้ และผู้กุมความลับของบรรดานักการเมืองใหญ่ในประเทศ รวมทั้ง ส.ส.ในสภาหลายสิบคน บูดี้ได้รับการสนับสนุนจาก ส.ส.ในสภาในเดือนที่แล้วว่าสมควรได้รับตำแหน่งนี้

               ในอินโดนีเซียตำแหน่ง ผบ.ตร.มีอำนาจมหาศาลกว่าของไทย เป็นที่ยำเกรงของนักการเมือง ไม่มีใครอยากมีเรื่องกับตำรวจ ที่น่าสนใจก็คือเบื้องลึกการแต่งตั้งนายบูดี้ก็คือความพยายามของนักการเมืองทั้งหลายทั้งปวงที่พยายามจะทำลายคณะกรรมการปราบปรามคอร์รัปชั่น ในสองปีที่ผ่านมาคณะกรรมการนี้ได้เปิดโปงและฟ้องร้องเอารัฐมนตรี ผู้ว่าราชการ เจ้าหน้าที่ระดับสูงและกลางทั้งในเมืองหลวงและต่างจังหวัดกว่าหนึ่งร้อยคนเข้าตะรางมาแล้ว ลึกๆ จึงมีความพยายามจะลดอำนาจนักปราบคอร์รัปชั่น

               ภายในหนึ่งอาทิตย์มีการเปลี่ยนเกมอย่างรวดเร็ว คือทางกรมตำรวจได้ฟ้องศาลกล่าวหาว่านายอับบราฮิบหัวหน้าคณะกรรมาธิการปราบปรามคอร์รัปชั่นเป็นผู้ต้องหาในการปลอมลายเซ็นทำให้เรื่องการแต่งตั้ง ผบ.ตร.ยุ่งยากเพิ่มขึ้นไปอีก วันพฤหัสบดีที่แล้ว โจโกวีตัดสินใจถอนชื่อโบดี้เป็น ผบ.ตร.และปลดเจ้าหน้าที่ปราบปรามคอร์รัปชั่นสองนายที่ถูกกล่าวหารับสินบนทันที

               นักวิเคราะห์การเมืองพื้นเมืองเชื่อว่าตั้งแต่นี้ต่อไป โจโกวีจะไม่ได้รับความนิยมอย่างท่วมท้นเหมือนเดิม ความฝันคนอินโดนีเซียที่ได้คนเดินดินธรรมดามาเป็นประธานาธิบดีที่มีความสามารถในการแก้ปัญหาได้เริ่มซาลงไป เพราะโจโกวีไม่ได้เป็นผู้วิเศษตามที่ทุกคนคิด ต้องมาเล่นการเมืองของจริงในระดับชาติ

               การเมืองแบบอำมาตย์สไตล์อินโดนีเซียเริ่มแผลงฤทธิ์ทันที แต่การเมืองอินโดนีเซียโชคดีมากกว่าของไทย เพราะไม่มีคนรวยจ่ายเงินมาเสี้ยมวันต่อวันให้เกิดความขัดแย้ง สังคมอินโดนีเซียมีความเหลื่อมล้ำมากกว่าสังคมไทยหลายสิบเท่า แต่ไม่เป็นประเด็นนำมาเข็นฆ่ากัน

               ขณะนี้โจโกวียังเจอศึกหนักการทูตกับการประหารชีวิตนักโทษสองคนจากออสเตรเลียเร็วๆ นี้ รัฐบาลออสเตรเลียได้ขอร้องให้โจโกวียกโทษไม่ให้มีการประหารชีวิต แต่อินโดนีเซียได้นิ่งเฉยไม่มีท่าทีตอบสนอง ก่อนหน้านี้ มีคนบราซิล เวียดนามถูกประหารชีวิตด้วยข้อหาลักลอบยาเสพติดเช่นกัน

               ความสัมพันธ์ทางการทูตกับประเทศเพื่อนบ้านเริ่มมีปัญหามากขึ้น ทางการรัฐบาลอินโดนีเซียได้เข้มงวดเรื่องตรวจตราชายแดนและพื้นที่ทะเล ซึ่งเป็นบริเวณที่ทางรัฐบาลบอกว่า ในแต่ละปีอินโดนีเซียต้องเสียผลประโยชน์ทางทะเลมีค่าเป็นพันๆ ล้านดอลลาร์ต่อปี

               อินโดนีเซียไม่เหมือนเดิมแล้ว เป็นประชาธิปไตยเต็มตัว ตั้งความหวังไว้สูง คล้ายกับไทยในยุค 1990 ต้องติดตามดูว่า โจโกวีจะสามารถเอาชนะกลุ่มนักการเมืองได้หรือไม่เพื่อนำพาประเทศไปสู่ความก้าวหน้า โดยใช้เสียงสนับสนุนประชาชนมาเป็นอำนาจต่อรอง