
ศาสนจักร-อาณาจักร
ศาสนจักร-อาณาจักร : บทบรรณาธิการฉบับวันอังคารที่ 24 กุมภาพันธ์ 2558
คำว่า ศาสนจักร กับ อาณาจักร กำลังถูกหยิบยกขึ้นมาเป็นประเด็นร้อนอีกครั้ง เพื่อบ่งชี้ให้เห็นถึงปรากฏการณ์ที่อาจจะเรียกว่าเป็นภาวะ "สุกงอม" ของฝ่ายศาสนจักร ที่กำลังถูกจับตามองจากสภาปฏิรูปแห่งชาติ(สปช.) ซึ่งเป็นหนึ่งในอำนาจใหม่ของฝ่ายอาณาจักรภายหลังการรัฐประหาร 22 พฤษภาคม 2557 โดยมีกรณีของพระเทพญาณมหามุนี หรือพระธัมมชโย เจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย เป็นโจทย์ที่ทุกฝ่ายจะต้องร่วมกันตอบให้กระจ่างเพื่อนำไปสู่การปฏิรูปองค์กรศาสนาครั้งใหญ่ที่สุด แม้ว่าโจทย์ดังกล่าวนี้ ค่อนข้างจะยากยิ่งสำหรับสังคมไทยที่จะมีใครสามารถตอบได้ด้วยวิธีการกาถูกผิดแบบคำตอบปรนัยให้เลือก แต่สุดท้ายแล้ว ข้อสอบเก่าที่ถูกซุกเอาไว้ใต้พรมจากเมื่อ 10 กว่าปีก่อน ก็ถูกรื้อฟื้นหยิบยื่นให้สังคมไทยร่วมกันตอบอีกครั้ง ถึงความพอเหมาะพอควรของปฏิสัมพันธ์ระหว่างศาสนจักรกับอาณาจักร ที่กำลังถูกลากโยงให้เป็นเรื่องขัดแย้งแบ่งพวกและบานปลายออกไป
ถ้ากล่าวถึงการปกครองของฝ่ายศาสนจักร ชาวพุทธทุกคนทุกฝ่ายย่อมทราบกันดีอยู่แล้วว่า มหาเถรสมาคม(มส.) อันประกอบไปด้วยพระเถระชั้นผู้ใหญ่ทั้งฝ่ายมหานิกายและธรรมยุตคือองค์กรปกครองสูงสุด โดยการอำนวยการของสำนักงานพระพุทธศาสนาฯ ซึ่งถูกปรับโครงสร้างมาจากกรมการศาสนาเดิม กล่าวสำหรับ กรณีของพระธัมมชโยและวัดพระธรรมกายก็อยู่ภายใต้การกำกับดูแลและบังคับกิจการของมหาเถรสมาคมเช่นเดียวกับ วัดอ้อน้อยของหลวงปู่พุทธะอิสระ วัดสวนแก้วของพระพยอม วัดไผ่ล้อมของหลวงพี่น้ำฝน ฯลฯ ซึ่งมติของมส.เมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2558 ที่เห็นพ้องกันว่า พระธัมมชโยไม่ต้องอาบัติปาราชิกด้วยข้อหาเอาทรัพย์สมบัติวัดพระธรรมกายมาเป็นของตนเมื่อ 10 กว่าปีก่อน เพราะพระธัมมชโยได้โอนคืนให้แก่วัดไปเรียบร้อยนานแล้ว แต่กระนั้น มติที่ออกมาอย่างรวดเร็วของมส. ก็ยังถูกมองว่า องค์กรปกครองสงฆ์แห่งนี้เอนเอียงไปทางวัดพระธรรมกายและพระธัมมชโย
ข้างฝ่ายอาณาจักรหรือฆราวาส ปมอาบัติปาราชิกของพระธัมมชโยถูกหยิบยกขึ้นมาพิจารณาในที่ประชุมคณะกรรมาธิการด้านศาสนาของ สปช. เมื่อวันที่ 17 กุมภาพันธ์ ว่าด้วยเรื่องพระลิขิตของสมเด็จพระสังฆราช ที่ให้พระธัมมชโยปาราชิก แต่ไม่มีผลในทางปฏิบัติ ซ้ำในเวลาต่อมาพระธัมมชโยยังได้รับสมณศักดิ์พระเถระชั้นผู้ใหญ่เป็นสมเด็จพระเทพญาณมหามุนี การพิจารณาของสปช.ครั้งนี้มีขึ้นภายหลังจากที่สังคมกำลังวิพากษ์วิจารณ์ถึงความเหมาะสมของขบวนธุดงค์จากวัดพระธรรมกายซึ่งสร้างความเดือดร้อนในเรื่องการจราจรอยู่ไม่น้อย ควบคู่ไปกับประเด็นปฏิรูปวงการสงฆ์ อันหมายรวมถึงมส.และศาสนจักรทั้งหมด แต่กระนั้น ในวันนี้ อีกฝ่ายหนึ่งซึ่งสนับสนุนมติมส.เห็นว่า กิจกรรมของสปช.ขณะนี้ เป็นการเมืองที่เป็นขบวนการทำลายล้างและก้าวล่วงมส.
กล่าวอย่างถึงที่สุด ไม่ว่าวัดหรือสำนักสงฆ์ใดที่ได้รับการรับรองอย่างถูกต้องตามกฎหมายจะต้องอยู่ภายใต้กฎระเบียบของมส. ไม่มีเลือกปฏิบัติ ทั้งวัดเล็กวัดใหญ่ ร่ำรวยหรือยากจน หากแต่กรณีที่เกิดขึ้นครั้งนี้ มติมส.กลับสวนทางกับความรู้สึกของสังคมในข้อที่ว่า การยึดครองที่ดินของวัดเป็นความผิดที่สำเร็จแล้ว ไม่ถือเป็นโทษ หรือว่าไม่ต้องอาบัติปาราชิกได้อย่างไร นี่จึงเป็นประเด็นสำคัญที่จะต้องถกเถียงกันในขั้นการปฏิรูปศาสนจักรและองค์กรสงฆ์เพื่อสร้างความยั่งยืนในบวรพระพุทธศาสนาสืบไป สิ่งสำคัญเร่งด่วนที่จะต้องเร่งลงมือปฏิบัติในยามนี้ก็คือ เราจะทำให้พระกับวัดเป็นเครื่องยึดเหนี่ยว เป็นบ่อเพาะศีลธรรมจริยธรรมของคนในชาติกลับมายืนอยู่ในบทบาทที่ว่านี้ได้อย่างไร โดยเฉพาะอย่างยิ่งจะต้องสกัดเอากระพี้ที่พรางตาพุทธศาสนิกชนออกไปให้หมดสิ้น



