
ให้โทษฐานทุจริตติดตัวจนตาย
ให้โทษฐานทุจริตติดตัวจนตาย : บทบรรณาธิการประจำวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2558
ข้อเสนอแนะของ นายวันชัย สอนศิริ สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ(สปช.) ที่แสดงเจตนาให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) พบปะพุดคุยกับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เพื่อหาหนทางยุติความขัดแย้งและสร้างความปรองดองขึ้นในชาติ ถูกปฏิเสธทันควันจากทั้ง พล.อ.ประยุทธ์เอง และบุคคลสำคัญในรัฐบาลและคสช. ด้วยเหตุผลหนึ่งคือ พล.อ.ประยุทธ์ มีสถานะเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ ย่อมจะต้องมีความผิดอย่างแน่นอนในกรณีที่ไปพบปะกับผู้ต้องโทษอาญา และถ้าหาก พ.ต.ท.ทักษิณต้องการที่จะเจรจา ก็จะต้องกลับมาเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมเสียก่อน นั่นคือ ตำรวจนำตัวส่งศาลและเข้าสู่การจองจำตามโทษที่ศาลฎีกามีคำพิพากษาในคดีทุจริตที่ดินรัชดาฯ
ข้อเสนอของสมาชิก สปช.มีขึ้นภายหลังจาก นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ ประธานคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ นำเสนอรูปแบบของคณะกรรมการปรองดองแห่งชาติ เพื่อสร้างบรรยากาศความปรองดองของคนในชาติ คณะกรรมการชุดนี้ประกอบด้วยผู้ทรงคุณวุฒิ 9 คน คู่ขัดแย้ง 5 คน โปรดเกล้าฯ แต่งตั้งโดยพระมหากษัตริย์ มีอำนาจในการศึกษาเพื่อหาทางออกจากความขัดแย้ง ขณะที่ นายเอนก เหล่าธรรมทัศน์ ประธานกรรมการศึกษาแนวทางการสร้างความปรองดอง สปช. กล่าวถึงแนวทางการ "อภัยโทษ" ว่า ตามหลักจะต้องลงโทษก่อน และแม้จะอภัยโทษแล้ว ยังต้องถือว่าโทษนั้นยังอยู่จนกว่าจะมี พ.ร.บ.ล้างมลทิน แต่ถ้าเป็นการนิรโทษ ไม่จำเป็นต้องรับโทษก็ได้ ทั้งนี้ คณะกรรมการก็จะเป็นผู้พิจารณาว่าควรจะเป็นแนวทางใด
ตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยฉบับชั่วคราว กำหนดคุณสมบัติของผู้จะเข้ามาดำรงตำแหน่งทางการเมือง(เป็นรัฐมนตรี) ว่า จะต้องมีคุณสมบัติตามมาตรา 20 ซึ่งอ้างถึงมาตรา 8 ในเรื่องลักษณะต้องห้ามของสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติใน (5) คือ เคยถูกไล่ออก ปลดออก หรือให้ออกจากราชการ หน่วยงานของรัฐหรือรัฐวิสาหกิจเพราะทุจริตต่อหน้าที่หรือถือว่ากระทำการทุจริตหรือประพฤติมิชอบ ซึ่งเมื่อพิจารณารวมกับลักษณะต้องห้าม เคยต้องโทษจำคุก ด้วยแล้ว กรณีของนิรโทษกรรมหรืออภัยโทษนักการเมือง หรือแม้แต่ผู้ต้องคดีด้วยเหตุผลทางการเมือง จึงเป็นเรื่องละเอียดอ่อนยิ่ง นายมีชัย ฤชุพันธุ์ เคยเขียนเอาไว้ว่า นิรโทษกรรมไม่ได้หมายความว่า พ้นผิด โทษจำคุกจะต้องติดตัวไปตลอด ซึ่งก็ยังเป็นปัญหาว่า ต่อไปการออกกฎหมายล้างมลทินควรจะครอบคลุมโทษจำคุกจากคดีทุจริตด้วยหรือไม่ นั่นหมายความว่า ข้อถกเถียงเรื่องนี้จะต้องลงลึกไปถึงการตรากฎหมาย ซึ่งอาจเอื้อประโยชน์กับคนใดคนหนึ่ง เพราะเพียงลำพังการนิรโทษอาจไม่สมประโยชน์ของบางคนก็เป็นได้
ต้องยอมรับว่า วาทกรรมไม่ยุติธรรมไม่ปรองดอง ถูกผลิตขึ้นตามมาด้วยปฏิกิริยาไม่ยอมรับคำตัดสินที่อ้างทำนองว่า เป็นสองมาตรฐานเหมือนเมื่อก่อนหน้านี้ แม้คดีความเหล่านั้นจะผ่านการตัดสินจากศาลยุติธรรมแล้วก็ตาม นั่นแสดงให้เห็นมาแล้วว่า มาตรฐานที่พวกเขายอมรับได้จะมีเพียงแต่ฝ่ายตนได้ประโยชน์หรือไม่ ซึ่งก็ยังเป็นเรื่องถกเถียงกันแบบไม่รู้จบ เพราะต่างฝ่ายก็ยึดมาตรฐานคนละแบบ หากแต่สิ่งสำคัญอย่างยิ่งยวดก็คือ หลักนิติธรรมที่ไม่เกี่ยวกับอารมณ์ ความรู้สึก พวกพ้องน้องพี่ สี ฝ่าย แต่ผ่านกระบวนการพิจารณาของศาล ที่ทุกองคาพยพในสังคมจะต้องให้ความเคารพเสมอกัน พล.อ.ประยุทธ์ และ คสช. จึงจำเป็นต้องยืนยันในหลักการนี้ และที่ต้องจับตากันต่อไปก็คือ ไม่ว่าจะมีกฎหมายนิรโทษกรรมออกมาอย่างไรก็ตาม ควรจะต้องถกเถียงกันต่อไปถึงกฎหมายล้างมลทินว่า จะมีวาระซ่อนเร้น เพื่อผลประโยชน์ เปิดทางให้ผู้ต้องคำพิพากษาคดีทุจริตกลับสู่การเมืองได้อีกครั้ง



